วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท7 Special Nammon)

7
Special Nammon
                ผมชื่อน้ำมนต์ครับ ชื่อนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากแม่ผมมีลูกยาก ไปบนขอจากวัดชื่อดังวัดหนึ่ง แล้วก็ได้ไปพรมน้ำมนต์กับหลวงปู่ที่วัด หลังจากนั้นหนึ่งเดือนแม่ก็ตั้งท้อง พอคลอดผมก็เลยตั้งชื่อว่าน้ำมนต์ อันที่จริงแล้วผมก็มีเชื้อเดนมาร์กอยู่เสี้ยวหนึ่ง เนื่องจากย่าผมแต่งงานกับปู่ ปู่เป็นชาวเดนมาร์ก แล้วแม่ก็เป็นลูกครึ่งสาวสวยเดนมาร์ก ผมก็เลยได้เชื้อมานิดหน่อย แม่เป็นคนที่นับถือทุกศาสนานะ แต่จนแล้วจนรอดครอบครัวผมก็นับถือศาสนาคริสต์ ตอนนี้ผมก็กำลังเรียนอยู่ที่ โรงเรียนมัธยมอาร์เธน่า เกรด 12 ห้อง B งานอดิเรกที่ชอบทำและต้องทำก็คือร้องเพลง ทำไมผมถึงต้องทำน่ะเหรอ ก็เพราะผมเป็นนักร้องนำของวง Mission ซึ่งสมาชิกของวงทั้งหมดก็มีแค่กลุ่มเพื่อนผมเท่านั้น ชีวิตในโรงเรียนของผมไม่ค่อยจะสงบสักเท่าไหร่ จะเพราะอะไรได้อีกล่ะครับ นอกซะจากว่าสาวๆในโรงเรียน มักจะนัดเจอผมไปบอกรักบ้าง ไปทานข้าวบ้าง ซึ่งผมค่อนข้างจะหวงเวลาส่วนตัว แต่ผมก็ปฏิเสธอะไรมากไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจนะว่าผมดูดีตรงไหน ทั้งๆที่นักเรียนชายด้วยกันที่เรียนที่นี่ก็หน้าตาดีๆ ฐานะรวยๆ กันทั้งนั้น แต่มีอยู่กรณีหนึ่ง วันนั้น มีสาวน้อยน่าตาน่ารักมายืนรอผมอยู่หน้าห้องเรียน สอบถามไปๆมาๆ ก็บอกว่าวันนี้ขอมานั่งกินข้าวด้วย และต่อด้วยการพยายามตีสนิททุกวิถีทาง จนกระทั่งขอเบอร์โทรศัพท์ผม Line ไปจนถึง Facebook ผมจึงตัดสินใจให้ Facebook ไป เพราะอย่างน้อยก็ไม่สามารถโทรมากวนผมได้ และเหมือนผมจะจำได้ว่าผมเคยเผลอให้เบอร์โทรฯ ของผมกับรุ่นน้องคนหนึ่งไป ปรากฏว่าน้องคนนั้นเข้าใจผิดคิดว่าผมตกลงเป็นแฟนกันกับเขา ซึ่งกว่าจะแก้ปัญหาได้ผมก็แทบบ้าเลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองไว้ไม่ให้ใครเข้ามาล้ำเส้นผม
                แม่ผมเคยถามว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่า ทำไมไม่ยอมมีแฟนหรือพาแฟนไปพบท่านเลย ผมก็ตอบท่านไปว่ามันแค่ยังไม่ถึงเวลา อันที่จริง ผมคิดว่าผมพบคนที่ใช่แล้วล่ะ เพียงแค่ผมยังไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นจะใช่จริงๆหรือแค่เพียงผ่านมาให้ผมใจเต้นแรงเหมือนกับครั้งที่ผ่านๆมาของผม วันนั้นเป็นวันเปิดเรียน ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงเรียนและกำลังจะเลี้ยวเข้าไปในโรงเรียน สายตาผมบังเอิญเหลือบไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังก้าวลงจากรถ ผมตัดสินใจลดกระจกลงเพื่อมองหน้าเธอให้ชัดขึ้น ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงอีกคนที่กำลังตะโกนเรียกผู้หญิงคนนี้ด้วยถ้อยคำที่ผมฟังแล้วขนลุกเกรียว เขาเรียกเธอว่า ดาร์ลิ๊ง ที่แปลว่าที่รักอย่างนั้นเหรอ ทำไมผู้หญิงสวยๆสมัยนี้กลายเป็นแบบนี้ไปหมด ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ เมื่อพบความจริงเช่นนั้นแล้วผมจึงตัดสินใจขับรถเข้าโรงเรียนไป แต่ก็ไม่วายที่ผมจะได้พบเธออีก ครั้งนี้ผมก็ยังพบเธอด้วยความบังเอิญ เธอทำกระเป๋าสตางค์หล่นไว้ตรงลานเทพี ผมจึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะเอากระเป๋าไปคืน แต่ผลที่ได้กลับมา ยัยนั่นกลับด่าผมแว้ดๆ ซะอย่างนั้น คงจะแสบไม่เบาเลยล่ะผู้หญิงคนนี้ หลังจากนั้นผมก็ห้ามใจให้ตัวเองมาดักรอเธอคนนี้ที่ตรงลานรูปปั้นเทพีทุกๆวันไม่ได้  ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมทำแบบนี้ทุกวันจนได้รู้จักว่า ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ดาร์ลิ๊ง และที่ผมเข้าใจนั้นมันบ้าสิ้นดี ผมคิดว่าเธอเป็นพวกรักเพศเดียวกันอะไรประมาณนี้ ทุกครั้งที่พบกับเธอ ผมจะรู้สึกใจเต้นแรง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผมคงจะเป็นแบบนี้แค่ฝ่ายเดียว จนเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วผมทราบว่าจะมีงานเปิดโลกกิจกรรมเนื่องจากเพิ่งจะเปิดภาคเรียน เด็กที่เพิ่งเข้าเกรด 10 ก็จะยังไม่มีชมรมอยู่ ดังนั้นรุ่นพี่และอาจารย์ประจำของแต่ละชมรมก็จะต้องจัดบูทนำเสนอผลงานของชมรมของตัวเอง ผมจึงคิดแผนเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเธอ และหาโอกาสที่จะแสดงความรู้สึกลึกๆที่มันกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นวันละนิด ผมใช้เส้นหลานชายเจ้าของโรงเรียนขอขึ้นแสดงร่วมกับชมรมขับร้องซึ่งป้าผมเป็นอาจารย์ประจำชมรมนี้ และเพื่อไม่ให้ป้าผมสงสัยอะไรไปมากกว่านี้ ผมจึงเสนอไปว่า ทางชมรมจะต้องส่งตัวแทนจากชมรมที่ร้องเพลงดีที่สุดมาร่วมร้องกับผมด้วย ป้าผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ผมกลับกังวลใจเพราะว่าผมไม่รู้ว่าชมรมนั้นใครคือคนที่ร้องเพลงเพราะที่สุด จะเป็นคนที่ผมหมายตาเอาไว้หรือไม่ แต่จนแล้วจนรอด พระเจ้าเข้าข้างผม ผมได้ร้องเพลงคู่กับเธอ ตอนแรกที่เห็นว่าคนที่จะมาร้องเพลงร่วมกับผมคือดาร์ลิ๊ง ผมแทบพูดไม่ออก วันแรกที่เราซ้อมด้วยกันผมตื่นเต้นจนร้องเพลงเพี้ยนไปหมด จนเพื่อนในวงบอกให้หยุดซ้อม จนเปอร์เซียเพื่อนร่วมวงของผมลากคอผมออกมาจากห้องซ้อมและคาดคั้นถามผมว่าผมเป็นอะไร ตอนแรกผมก็ได้แต่บอกว่า อากาศในห้องคงจะเย็นเกินไปจนทำให้ผมหนาว ร้องเพลงไม่ได้เพราะเสียงสั่น แต่เพื่อนผมซึ่งเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เกรด 10 มันคงจะเชื่อผมหรอก ผมจึงบอกไปว่า ผมเขิน ไม่เคยร้องเพลงคู่กับผู้หญิง เพื่อนผมก็เลยตบกะโหลกผมมาหนึ่งที พร้อมกับบ่นสารพัดอย่าง ประมาณว่าผมปอดแหก กะแค่ผู้หญิงคนเดียว ทำเป็นกลัวไปได้ ทีเรื่องอื่นไม่เห็นกลัว อันที่จริงก็จริงอย่างที่เพื่อนผมว่านั่นแหละ ไม่ว่าจะงานไหนๆ ผมไม่เคยประหม่าขนาดนี้มาก่อน นี่ขนาดแค่วันซ้อมนะ ผมยังใจสั่นแทบบ้าขนาดนี้ แล้วถ้าวันที่ต้องแสดงจริงผมจะตายไหมนะ และแล้ววันแสดงจริงก็มาถึง ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดส่งผ่านเพลงไป หวังให้คนที่ผมต้องการจะบอกเขาจะรับรู้ แต่พอร้องเพลงเสร็จผมกะจะลงมาคุยกับเธอ เธอดันรีบวิ่งหนีไปดื้อๆซะอย่างนั้น แล้วหลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอเธออีก จนกระทั่งวันนี้ ผมเดินตามหาเธออยู่นานผมมาดักรอเธอที่ลานรูปปั้นเทพีเช่นเคย แต่ก็ยังไม่เห็นเธอเดินมาสักที ผมจึงคิดขึ้นได้ว่า อีกสถานที่ที่ยัยนั่นน่าจะไปสิงสถิตอยู่ได้ก็น่าจะเป็นสวนสาธารณะหลังโรงเรียน ซึ่งที่นั่นเป็นที่ที่เดียวที่ไม่ต้องเดินผ่านลานเทพี ผมตัดสินใจเดินไปดูที่นั่น และก็จริงอย่างที่ผมคิดไว้ ดาร์ลิ๊งอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่เธอกำลังนั่งคุยกันกับผู้ชายที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ผู้ชายที่ผมเรียกว่าเพื่อน ผู้ชายที่ไม่เคยเข้าไปตีสนิทกับผู้หญิงคนไหนก่อนยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีใจให้หรือรู้สึกดีด้วยเป็นพิเศษ รู้สึกดีด้วยอย่างนั้นสินะ ผมยืนมองทั้งคู่คุยกันอยู่นาน สีหน้า แววตาของเธอช่างต่างกับเวลาที่คุยกับผมลิบลับ ตอนนี้ผมน่าจะรู้แล้วว่าคนที่โชคดีคือเดล เพื่อนของผม ผู้ชายที่ทำให้เธอยิ้มได้อย่างมีความสุขไม่ใช่ผม แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม
                เดลเดินออกมาจากสวนสาธารณะกับดาร์ลิ๊ง ผมจึงหลบออกไปอีกทางแต่ไม่วายเธอมองเห็นผม ผมได้แต่ยืนมองเธอเดินจากไปด้วยสีหน้าหมาเมายากันยุง ผมนี่มันปอดแหกเหมือนที่เปอร์เซียว่าจริงๆ
                วันนี้ผมกลับมาที่บ้านเร็วกว่าปกติ ว่าง่ายๆก็คือผมโดดเรียนในคาบบ่ายสามวิชารวด เพราะแม่ผมบอกกับผมว่าวันนี้เราจะย้ายบ้านกัน แม่ผมได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าแม่ได้ซื้อบ้านไว้ใกล้ๆกับโรงเรียนของผม อีกทั้งยังใกล้กับที่ทำงานของแม่อีกด้วย อันที่จริงเราเริ่มย้ายข้าวของมาได้ประมาณสองอาทิตย์แล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ แต่พอวันนี้แม่กลับจ้างคนมาขนของ จัดบ้าน ทุกอย่างเสร็จสรรพพร้อมอยู่ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรเลย แต่ที่ผมแปลกใจคือ บ้านใหม่ที่ผมเพิ่งย้ายมานั้นดันอยู่ข้างบ้านของดาร์ลิ๊งแบบรั้วเดียวกันเลย นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องบังเอิญสินะ ผมควรจะดีใจหรือเสียใจกัน หากสองคนนั้นเป็นแฟนกันขึ้นมา เดลก็จะต้องมาหาดาร์ลิ๊งบ่อยๆ แล้วความรู้สึกของคนข้างบ้านอย่างผมที่จะต้องเจอกับสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นล่ะ ผมจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไรมายืนยันนี่นาว่าสองคนนั้นคบกันจริง ผมควรเดินหน้าลุยต่อไป หรือถอยห่างกันออกมาดีนะ ผมนั่งครุ่นคิดอยู่นาน แล้วผมก็เหลือบไปเห็นยายของดาร์ลิ๊งกำลังก้มๆเงยๆอยู่ข้างรั้วบ้าน ผมจึงเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีครับคุณยาย จำผมได้ไหมครับ น้ำมนต์” ผมทักไปพร้อมกับทวนชื่อของตัวเองอีกครั้งเผื่อคุณยายจะจำผมไม่ได้จะหน้าแตกเอา
“อ้าวน้ำมนต์ มาได้ยังไงกันลูก ปกติบ้านข้างๆยายยังไม่มีคนอยู่นะ เพิ่งสร้างเสร็จนี่” ยายหันมาส่งยิ้มให้ผมอย่างใจดี พร้อมยิงคำถามมากมายด้วยความประหลาดใจ
“ผมเพิ่งย้ายมาครับ แม่จองบ้านหลังนี้ไว้ก่อนหน้าที่จะเริ่มสร้างแล้วครับ แต่เพิ่งจะเสร็จครับ แล้วนี่คุณยายทำอะไรอยู่ครับ ให้ผมช่วยไหมครับ” ผมเห็นคุณยายเหมือนจะกำลังขุดหลุมทำอะไรสักอย่างจึงอาสาช่วย พร้อมทั้งกระโดดข้ามรั้วบ้านซึ่งไม่สูงมากนักเข้ามาในบริเวณบ้านของคุณยาย
“ยายกำลังจะปลูกต้นกุหลาบให้ดาร์ลิ๊งเขาน่ะลูก ดาร์ลิ๊งบอกจะปลูกตั้งนานแล้ว แต่เหมือนยังไม่มีเวลา ยายเลยจัดการให้” ยายอธิบายพร้อมกับรอยยิ้ม เวลาที่ยายพูดถึงหลานสาว สีหน้าและแววตาของท่านดูเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่านคงจะรักดาร์ลิ๊งมากสินะ ก็น่ารักอยู่หรอก ยัยนั่นหน้าตาน่ารักขนาดนั้นนี่นะ

                ผมปลูกต้นไม้ช่วยยายจนเสร็จไม่นานผมก็เห็นรถของยัยนั่นวิ่งมาจอดหน้าบ้าน พอลงจากรถก็ทำหน้าเหวอ อ้าปากค้าง ผมล่ะตลกหน้ายัยบ๊องนี่ชะมัดเลย ตายิ่งโตอยู่แล้ว พอตกใจแบบนี้ก็ยิ่งโตไปกันใหญ่ ฮ่าๆ วันนี้คงมีเรื่องสนุกให้ผมทำซะแล้วล่ะ เพราะยายชวนผมให้ทานข้าวเย็นด้วยที่บ้านวันนี้ แล้วผมก็ตอบตกลงไปแล้วซะด้วยสิ ว่ากันไม่ได้หรอกนะ ดาร์ลิ๊ง ^^
                                            ..............................................
อ่านแล้วช่วยกันคอมเม้นด้วยจะดีมากจ้าาา ขอบคุณที่ติดตามนะจ๊ะ

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท6)

6
สวนสาธารณะ
หลังจากเสร็จงานเปิดโลกกิจกรรมวันนั้นฉันก็มีแฟนคลับหรือขับ(ไล่)เพิ่มมาอีกมากมาย ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทอม ดี้ ทุกเพศทุกวัย (เว่อร์ไปแล้วดาร์ลิ๊ง) จนวันนี้ฉันแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่วันนี้คือวันจันทร์ ทุกคนน่าจะซีเรียสกับกันเรียน แต่ไม่เลย พอฉันมาถึงห้องเรียนในตอนเช้าฉันกลับพบว่ามีเด็กเกรด 10 กลุ่มหนึ่งยืนรอฉันอยู่หน้าประตูห้องเรียน พร้อมกับตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อย ดอกกุหลาบบ้าง ช็อกโกแล็ตบ้าง เท่าที่ฉันจำได้ของพวกนี้เขาให้กันในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่หรือไงกัน ทำไมต้องขนอะไรมากมายมาให้ฉันในวันนี้ด้วย คนคงจะคิดว่าวันนี้วันเกิดฉันหรือเปล่าถึงได้มีของกำนัลมากมายที่ตอนนี้ฉันกำลังหอบไปเก็บไว้ในรถอย่างทุลักทุเล แล้วหลังจากที่ฉันเก็บของพวกนั้นเสร็จฉันก็มุ่งหน้าสู่ที่พักพิงทางสายตาฉัน แต่วันนี้ไม่ใช่โบสถ์ เพราะฉันกำลังจะเดินไปที่สวนสาธารณะหลังโรงเรียน ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์แบบนี้ฉันคิดว่าคงจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นบ้าง
ฉันนั่งหลับตาอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ที่แผ่ร่มเงามาบดบังแสงแดดยามเที่ยงแบบนี้ไว้อย่างมิดชิด นั่งคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมาตลอดเกือบหนึ่งเดือนที่เปิดเทอม ฉันลืมตาแล้วมองทอดสายตาไปยังบึงใหญ่เบื้องหน้า มองดูแล้วเย็นตาชวนหลงใหล อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นฉันว่าฉันคงจะคิดไปเองและก็ควรจะหยุดคิดเองได้แล้วในตอนนี้ หากแต่ว่า ณ ที่ตรงนี้ไม่ได้มีเพียงฉันนั่งอยู่คนเดียวอีกแล้ว เมื่อมีคนมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆและเอ่ยถามฉัน
“ทำไมเมื่อวานเธอไม่มาพบฉันล่ะ” คำถามเสียงเรียบๆจากใครบางคนที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาตามหาฉัน
“ขอโทษนะเดล เมื่อวานคือฉัน..ฉัน..รู้สึกไม่สบาย ก็เลยรีบกลับบ้านเลยอ่ะ” ฉันกลายเป็นคนขี้โกหกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“อือ แล้วนี่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะ ปกติเห็นเธอเดินไปที่โบสถ์ไม่ใช่เหรอ” นายนี่รู้ได้ยังไงว่าฉันชอบไปที่โบสถ์
“อ๋อ คือวันนี้ที่โบสถ์มีคนไปสารภาพรักกันตรงนั้น ฉันก็เลยย้ายมานอนที่นี่แทน” มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะโกหกใครให้เนียนเนี่ย ถ้าเขาจับได้ขึ้นมาว่าฉันโกหกแล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันนะ
“ไม่ใช่ว่าเธอกำลังหลบหน้าใครหรอกเหรอ” พูดจบนายนี่ก็คลี่ยิ้มออกมา ให้ตายเถอะ ยิ้มแบบนี้มันคือยิ้มเยาะเย้ยนี่นา ปีศาจชัดๆ คนพวกนี้
“บ้าน่า ฉันจะหนีใครกันเล่า ฉันไม่ใช่นักโทษนะ >//<” แล้วทำไมใจต้องเต้นแรง หรือเป็นเพราะมีคนรู้ทันความคิด ไม่นะ ฉันจะให้ใครรู้ไม่ได้หรอกว่าฉันคิดอะไร มันก็แค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นแหละ พอฉันไม่ได้พบเขาแล้วความรู้สึกฉันก็จะเหมือนเดิม กลับมาเป็นเหมือนเดิม....
“นี่ดาร์ลิ๊ง ฉันมีเรื่องให้เธอช่วย ได้ไหม ไม่ยากหรอก คิดว่าเธอน่าจะทำได้” มาไม้ไหนอีกเนี่ยยย จะบ้าตาย ฉันจะมีชีวิตสงบสุขจริงๆเหรอ ทำไมโรงเรียนนี้มีคนแปลกๆเยอะจัง
“เธอช่วยไปสืบให้หน่อยสิ ว่าเด็กผู้หญิงที่ชื่อยูมิ ห้อง 10C เป็นอะไรกันกับเรียว มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งขนาดไหน ฉันเห็นว่าเพิ่งมาเรียนที่นี่” ให้ฉันไปเป็นนักสืบงั้นเหรอ นี่ฉันดูสอดรู้สอดเห็นขนาดนั้นเลยหรือไงนะ
“แล้วทำไมนายต้องอยากรู้เรื่องน้องเขาด้วยล่ะ หรือว่านายแอบชอบน้องเขาอยู่”
“บ้า!!! ยัยเด็กนั่นอาจจะเป็นแฟนเรียวก็ได้ ฉันถึงได้อยากรู้ไง ถ้าเรียวมีแฟนเป็นตัวเป็นตนฉันก็ยินดีด้วยไง” แถข้างๆคูๆ ไม่เนียนเอาซะเลย ชอบเขาก็บอกมาเถอะ
“โอเค ฉันจะไปสืบมาให้ แต่ไม่รับปากนะว่าจะได้ข้อมูลมาตรงมากน้อยแค่ไหน แต่จะพยายาม” ฉันตอบแกมหัวเราะแบบล้อเลียนไป เดลจึงยื่นมือมาขยี้ผมฉัน จนฉันต้องปัดมือนายนั่นออก ฉันรู้สึกสบายใจนะ เวลาคุยกับเดล เขาดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่น แล้วก็ไม่วุ่นวาย แถมยังดูใจกว้างมากๆด้วย แล้วร้อยยิ้มนั้นของเขาก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มตอบกลับไปได้อย่างง่ายดายเสมอ
                ฉันเดินกลับไปห้องเรียนพร้อมกับเดล ขณะที่เราเดินคุยกันอยู่นั้น สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า ผู้ชายที่ฉันพยายามออกห่างจากเขา พยายามหลบหน้าเขา ผู้ชายที่ยิ้มสวย สดใสตลอดเวลาที่เจอหน้าฉัน แต่ตอนนี้แววตาของเขาดูเศร้าเหลือเกิน เศร้าจนทำให้ฉันรู้สึกกลัว แล้วทำไมฉันถึงต้องกลัว ในเมื่อตัวฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว อีกอย่างเขาก็มีผู้หญิงคนนั้นคอยดูแลอยู่แล้วนี่นา ดังนั้นฉันก็ไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรให้มันปวดหัวใจเล่นล่ะนะ
                เดลเดินไปส่งฉันที่ห้องเรียนก่อนที่จะบอกลาด้วยคำที่ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้
“ไปแล้วนะ แล้วอย่าลืมที่สัญญาไว้ล่ะ ฉันจะรอคำตอบนะ” เขาเดินจากไปพร้อมโบกมือลา แต่หลังจากที่เขาหายลับไปจากหน้าห้องเรียนฉัน เพื่อนๆก็รีบดึงทึ้งฉันไปนั่งลงทันที พร้อมกับยิงคำถามมามากมายแบบไม่ทันให้ฉันตั้งตัว
“เธอไปสัญญาอะไรกับเดลไว้อ่ะ” คนแรก
“เธอไปไหนมาอ่ะ” คนที่สอง
“แล้วเธอกับเดลเป็นอะไรกันอ่ะ” คนที่สาม
และบลาๆๆๆ...........
ให้ตายเถอะ แค่ฉันรู้จักกับคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งนี่ทำให้ฉันวุ่นวายขนาดนี้เลยหรือไง โชคดีนะที่อาจารย์เข้ามาสอนก่อน ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องโดนขย้ำแน่ๆ เพื่อนฉันแต่ละคนนี่น่ากลัวชะมัดเลยย บรึ๋ยย !!
“นี่ดาร์ลิ๊ง แกไปไหนมา ถึงได้กลับมาพร้อมกับเดลแบบนั้นอ่ะ” แองจี้ถามฉันตอนที่ฉันกำลังจะหลับในคาบเรียนภาษาฝรั่งเศส ว่าแต่ไอ้คำว่าแบบนั้นของแกมันคือแบบไหนวะ ถามแปลกๆ ยัยนี่
“ก็แค่บังเอิญไปเจอกัน ก็แค่นั้น ก็คนเคยร่วมงานกันคุยกันไม่เห็นแปลก” ว่าแล้วแองจี้ก็พยักหน้าหงึกหงักเหมือนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ยัยนี่หัวอ่อนอยู่เหมือนกันนะเนี่ย หึหึ
"แล้วเขาก็วานให้ฉันมาหาข้อมูลบางอย่างด้วยล่ะ แต่ไม่รู้จะไปหามายังไง" ”ฉันเปรยๆออกไป เผื่อว่าจะมีใครแถวๆ ใจดีช่วยเหลือ เพราะเพื่อนฉันคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกล้องวงจรปิด อะไรเกิดขึ้นใหม่ๆในโรงเรียนนี่นางรู้ทุกเรื่อง อารมณ์ประมาณว่า แองจี้คอนเฟิร์ม พอยัยนั่นเริ่มหันมาสนใจฉันก็เริ่มเล่าต่อทันที
“เดลเขาใช้ให้ฉันไปสืบว่าเด็กที่ชื่อ ยูมิ ห้องอะไรน๊า....10 อะไรน๊า... “ พอเห็นฉันทำท่าคิดหน่อยเท่านั้นแหละ ยัยแองจี้ก็โพล่งตอบมาทันที
“อ๋อ ยูมิ ห้อง 10C เด็กแลกเปลี่ยนจากโรงเรียนสตรีเฮร่า ชื่อจริงชื่อมายูมิ เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ได้ยินสายข่าวรายงานมาว่าเป็นน้องสาวของเรียวคุงแหละแก อิจฉาน้องยูมิเน๊อะ มีพี่ชายหล่อแถมอารมณ์ดี แต่โหดแบบมาเฟียไปหน่อย” เห็นไหมล่ะ กระจ่างเลย แค่นี้ฉันก็ได้ข้อมูลมาจนครบแล้ว เหลือแค่น้ำหนักกับส่วนสูงแค่นั้นแหละที่แองจี้จะสาธยายออกมา ฉันว่าถ้าอาจารย์ไม่มองมาทางเราก่อนนะ ยัยนี่คงโม้ไปเยอะกว่านี้อีก
                วันนี้หลังเลิกเรียนฉันมีนัดกับแองจี้ว่าจะมากินข้าวกันที่บ้านฉัน เพราะวันนี้ยายบอกว่าจะทำอาหารไทยต้นตำรับชาววังให้ฉันกิน อาหารเย็นของแต่ละวันในบ้านฉันนี่ชวนให้ไขมันเริงร่ามาก เพราะยายขยันทำกับข้าวซะเหลือเกิน จนฉันอดใจไม่ไหวต้องชวนแองจี้มาร่วมวงด้วย ป่านนี้ยายคงเตรียมตัวรอออกไปช็อปปิ้งกับฉันเพื่อซื้อของทำกับข้าวแล้วแน่ๆ ฉันรีบลากคอแองจี้ออกมาจากกลุ่มสนทนาภาษาผู้ชายของเพื่อนๆฉัน เพื่อที่จะพายัยนี่ไปช่วยฉันกับยายซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆบ้านด้วย เราขับรถมาไม่นานก็ถึงบ้านของฉัน แต่ภาพที่ฉันเห็นคือ ยายกำลังคุยอยู่กับผู้ชายหน้าคุ้นคนหนึ่งที่ฉันรู้จักเขาเป็นอย่างดี อะไรกัน นายน้ำมนต์มาอยู่หน้าบ้านฉันได้ยังไงกัน แล้วดูสิ เจ๊โซเฟียยังไปนั่งถูลู่ถูกังกับขาหมอนั่นอีก นั่นมันหมาฉันนะ ทันทีที่ฉันก้าวลงจากรถ นายนั่นก็ฉีกยิ้มแฉ่งมาให้ฉันทันที ฉันกับแองจี้ยกมือไหว้ยายพร้อมๆกัน
“กลับมาแล้วเหรอลูก ดาร์ลิ๊ง วันนี้ยายชวนน้ำมนต์กินข้าวด้วยนะลูก ยายเพิ่งจะรู้ว่าน้ำมนต์เพิ่งย้ายบ้านมาอยู่ข้างๆบ้านเรานี่เอง ทำความรู้จักกันไว้จะได้มีเพื่อนนะลูก” ยายยยยยยย ยายใจดีแบบไม่ปรึกษาหนูอีกแล้วนะคะ แล้วดูสิ ยัยหมาเน่าโซเฟียไม่ยอมมาหาฉันเลย ฉันเป็นเจ้าของแกนะ T^T
โฮ่ง!!!! เสียงหมาเห่าจากข้างในรั้วบ้าน
อะไรกัน นั่นมันโซเฟียนี่ แล้วที่นั่งเบียดขานายน้ำมนต์นี่ล่ะ ไม่ใช่โซเฟียเหรอ นี่ฉันบ้าขนาดจำหมาตัวเองไม่ได้แล้วเหรอเนี่ย
“ดีเลย น้ำมนต์มีเจ้านักรบ เราก็มีโซเฟีย โซเฟียจะได้มีเพื่อนเล่นสักที ยายเห็นมันเหงามานานแล้วนา..” ยายพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข ส่วนฉันกลับได้แต่ยืนหน้าเอ๋ออยู่กับยัยแองจี้
“ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ผมอาสาขับรถให้คุณยายไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเองนะครับ ดาร์ลิ๊งจะได้ไม่ต้องเหนื่อย” อาสาดีนักก็ไปเถอะ ฉันอยากร่วมทางกับนายตายล่ะ นายนักร้องนำ ชิ!!!
                จนแล้วจนรอด ฉันก็ต้องนั่งรถร่วมกับหมอนี่ ฉันนั่งเยาะหน้าคู่คนขับซึ่งก็คือนายน้ำมนต์ ส่วนยัยแองจี้น่ะเหรอ หลังจากที่ไล่ฉันไปนั่งคู่กับนายปีศาจนี่แล้วตัวเองก็ลงไปนั่งเอาใจยายอยู่เบาะหลัง นั่นมันหน้าที่ฉันนี่นา ฉันควรจะงอนใครดีล่ะเนี่ย งอนนายน้ำมนต์ที่ย้ายบ้านมาอยู่ข้างบ้านฉัน งอนยายที่ชวนนายนี่กินข้าวเย็นด้วย งอนเพื่อนที่ชอบจัดฉากให้ฉันต้องใกล้ชิดกับนายนี่ เฮ้อออ เหนื่อยใจจริงๆ แล้วทีนี้ฉันจะใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างมีความสุขบ้างไหมนะ ไม่อยากจะคิดเลย
                                            .....................................................................
รักคนอ่านค๊าาา จุ๊บๆ <3

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท5)

5
Friday
                ในที่สุดวันที่แสนจะปวดร้าวก็มาถึง ฉันจะต้องขึ้นร้องเพลงในงานเปิดโลกกิจกรรม ฉันจะต้องร้องเพลงคู่กับน้ำมนต์ ผู้ชายแปลกหน้าที่ฉันสุดแสนจะคุ้นเคย ตอนนี้ฉันสนิทกับสมาชิกคนอื่นๆในวงแทบจะทุกคนแล้ว ทำไมถึงบอกว่าแทบจะทุกคนงั้นเหรอ ก็มือกลองประจำวงที่ชื่อเดลอะไรนั่น วางมาดนิ่ง ขรึมอยู่ตลอดเวลา แถมยังไม่ชอบพูดคุยอะไรเหมือนคนอื่นซึ่งพูดจนฉันแทบจะอยากเอาอะไรไปปิดปากไว้ อย่างนายเปอร์เซีย ใครจะคิดว่าคนที่ดูดีไม่มีที่ติอย่างหมอนี่จะบ้าบอพูดมากขนาดนี้ แต่ก็ช่างเถอะคนพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตฉันอยู่ดี เพราะถึงยังไงถ้าจบงานเปิดโลกกิจกรรมเราทั้งหมดก็ต่างคนต่างไป รวมทั้งฉันกับน้ำมนต์ด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สุดแสนจะบังเอิญก็ตามแต่ หลังจากวันนี้มันจะไม่มีการบังเอิญอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่เอาชีวิตฉันไปข้องเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป ฉันให้สัญญากับตัวเองไว้แล้ว และฉันต้องทำได้อย่างแน่นอน
“นี่ตื่นเต้นเหรอ ดาร์ลิ๊ง” เสียงนุ่มทุ่ม น่าฟังของเดลดังมาจากด้านหลังของฉัน ทำไมวันนี้นายนี่ถึงยอมปริปากคุยกับฉันได้นะ ปกติแล้วถ้าฉันไม่ยอมถามก่อนจ้างให้นายนี่ก็ไม่ยอมพูด สงสัยจะกลัวดอกพิกุลร่วงจากปาก
“ก็นิดหน่อยนะ นายล่ะ...ฉันก็ถามอะไรแปลกๆ นายขึ้นเวทีบ่อยขนาดนี้จะตื่นเต้นได้ยังไง จริงไหม?” ฉันตอบปนคำถามไปพร้อมกับส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ทีหนึ่ง แต่สิ่งที่ประหลาดไปมากกว่านั้นคือ นายนี่ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับยกมือลูบผมฉันเบาๆ
O_o/// อะไรกันนายมาอารมณ์ไหนกันนะ
“ยังไงฉันก็เชื่อว่าเธอทำได้อยู่แล้ว ร้องเพลงเสร็จไปเจอกันที่สวนสาธารณะหลังโรงเรียนได้ไหม” พูดจบนายนี่ก็ไม่รอฟังคำตอบจากฉันเลยสักคำ แถมยังลุกเดินหนีไปดื้อๆ อะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้ว แล้ววันนี้ฉันจะยังเจอกับอะไรบ้างนะ คนพวกนี้หลากหลายอารมณ์จริงๆ ฉันตามไม่ทันแล้ว แล้วนี่ยัยแองจี้หายไปไหนก็ไม่รู้ ในเวลาที่ฉันต้องการเจอตัวกลับหายเข้ากลีบเมฆซะอย่างนั้น แต่พอฉันลองเดินตามหาในงาน ฉันกลับเจอกับผู้ชายที่ฉันไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากมองหน้า แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น และก็เช่นเคยเขายืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เจ้าหญิงของห้อง 12B ผู้หญิงที่ดูยังไงก็ดูดี น่ารักกว่าตัวฉันเป็นไหนๆ และก็เป็นเช่นเคย หัวใจฉันมันรู้สึกเจ็บแปลบราวกับมีคนเอาอะไรมาทุบตรงกลางอก มันจุก พูดไม่ออก ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่าทำไมฉันต้องมีอาการแบบนี้ทุกที ฉันได้แต่ยืนมองเขาสองคนคุยกันอย่างเริงร่า มีความสุข มีความสุขอย่างนั้นเหรอ แล้วฉันมายืนจ้องเขาทำไมที่ตรงนี้
                และแล้วเวลาของการขึ้นแสดงก็มาถึง เวลาที่ฉันไม่ต้องการให้มาถึง เวลาที่ฉันกลัว ฉันเดินขึ้นเวทีพร้อมกับนายน้ำมนต์ แต่ก่อนจะเริ่มร้องฉันเหลือบไปเห็นผู้ชายที่เข้ามาให้กำลังใจฉันเมื่อตอนเช้าส่งยิ้มมาให้ แต่เป็นยิ้มที่เศร้าจัง ต่างจากรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเมื่อเช้านี้โดยสิ้นเชิง
                ดนตรีเริ่มบรรเลง และส่งให้ฉันเริ่มร้องไปตามท่วงทำนอง....เพลงแรกที่ฉันร้อง คือเพลงที่มีเนื้อหาประมาณว่าฉันหลงรักผู้ชายคนหนึ่งทั้งที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก นั่นก็คือเพลง Call me maybe และก็ต่อด้วย เพลง I’m yours จากนายน้ำมนต์ และกำลังจะจบลงด้วยเพลงคู่...ที่กำลังบรรเลงโดยสมาชิกของวง ซึ่งคนที่มาดูต่างก็พากันส่งเสียงกรี้ดกร้าดกันใหญ่ ไม่รู้ว่าอะไรหล่นใส่เท้ากันหรือเปล่า ดนตรีบรรเลงไปเรื่อยจนถึงท่อนที่ฉันจะต้องร้อง...
                (ฉัน) Heartbeats fast (หัวใจของฉันเต้นเร็วขึ้น)
                Colors and promises (ข้ออ้างและคำสัญญา)
                How to be brave (ทำเช่นไรถึงทำให้ฉันกล้ามากขึ้นกว่านี้)
                How can I love when I’m afraid to fall (ฉันจะรักได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันกลัวที่จะล้ม)
                But watching you stand alone (แต่แค่ฉันดูเธอยืนอยู่คนเดียว)
                All of my doubt suddenly goes away somehow (คำถามเหล่านั้นกลับหายไปในชั่วพริบตา)
                One step closer (ขยับเข้ามาอีก 1 ก้าว)
                (น้ำมนต์) I have died everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน แม้จะเบื่อ ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
                Darling don’t be afraid I have loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ ฉันยังคงรักเธอ)
                For a thousand years (มาตลอด 1 พันปี)
                I’ll love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1พันปี)
ทำไมนายต้องทำสายตาแบบนี้กันนะ แล้วทำไมฉันต้องใจสั่นตอนที่เผลอสบตาเข้ากับเขา คำๆนั้นไม่ใช่ชื่อฉันสักหน่อย มันเป็นแค่เนื้อเพลง เธอจะบ้าเกินไปแล้วนะดาร์ลิ๊ง
                (น้ำมนต์) Time stands still (กาลเวลายังหยุดนิ่ง)
Beauty in all she is (สวยงาม อย่างที่มันเป็น)
I will be brave (ฉันจะต้องกล้าขึ้น)
I will not let anything take away (ฉันจะไม่ให้สิ่งใดมาทำให้ฉันเปลี่ยนใจ (เลิกรักเธอ) ได้)
What’s standing in front of me (นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่)
Every breath (ทุกลมหายใจ)
Every hour has come to this (ทุกๆชั่วโมงจะกลายมาเป็นสิ่งนี้)
One step closer (เข้ามาใกล้อีก 1 ก้าว)
(ฉันร้องและทำท่าหันหน้าไปจับมือกับน้ำมนต์) I have died everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน แม้จะเบื่อ ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
Darling don’t be afraid I have loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ ฉันยังคงรักเธอ)
For a thousand years (มาตลอด 1 พันปี)
I’ll love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1พันปี)
>///<…..>///<
(พร้อมกัน) And all along I believed I would find you (และฉันเชื่อมาตลอดเลยว่า ฉันจะต้องได้พบเธอ)
Time has brought your heart to me (กาลเวลานำพาหัวใจของเธอมาหาฉัน)
I have loved you for a thousand years (ฉันยังคงรักเธอมาตลอด 1 พันปี)
I love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1 พันปี)
นายไม่จำเป็นต้องส่งสายตาแบบนี้มาหรอกนะ เพราะยังไงมันก็เป็นเพียงแค่การแสดง ซึ่งมันกำลังจะจบลงแล้วอีกแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่เสียงดนตรีจะจบลง ขอบคุณที่ทำให้การแสดงวันนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วยการใช้สายตาจริงจังพร่ำเพรื่อของนาย และฉันจะสาบานว่าฉันจะไม่เผลอไปใจเต้นแรงกับสายตาแบบนี้ของนายอีกต่อไป เพราะฉันไม่อยากเป็นคนบาปที่ไปแย่งสายตาของคนอื่น ความรู้สึกที่มันไม่ใช่ของฉัน T^T

ฉันแบกความรู้สึกหนักอึ้งพวกนี้ลงจากเวทีทันทีที่การแสดงจบลง และหวังเพียงว่าเมื่อจบการแสดงวันนี้แล้ว ความรู้สึกของฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จะกลับมาสดใสดังเดิม ไม่บ้าเหมือนอย่างในตอนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฉันอินกับบทเพลงมากเกินไปจนเก็บมาคิดให้มันรกสมอง พระเจ้าขา หากตอนนี้พระองค์กำลังลงโทษหนูอยู่ ได้โปรดยกโทษให้หนูด้วย เพราะหนูไม่ได้ต้องการจะทำบาปนั้นเลยแม้แต่น้อย บาปที่เผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว T^T
                                    ............................................
***เพลง Call me maybe ของ Carly Rae Jepsen, I'm yours ของ Jason Mraz, และ A thousand years ของ Christina Perri

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท4)

4
ซ้อมหนัก
                เช้าวันจันทร์อันแสนทรมานมาถึงแล้ว ฉันยังนั่งจมปุ๊กอยู่บนที่นอนเช่นเคย จนกระทั่งยายมาเคาะประตูห้องบอกให้ฉันไปอาบน้ำแต่งตัว เตรียมตัวไปเรียนตามภาระหน้าที่ที่มีอยู่น้อยนิด วันนี้แม่กับแด๊ดจะเดินทางกลับอังกฤษแล้วเพราะว่าเพิ่งได้ข่าวจากเลขาของแด๊ดว่ามีงานด่วนเข้ามา ทั้งสองท่านจึงต้องรีบกลับ แต่การกลับครั้งนี้ทำให้ฉันใจหายไม่เบา เพราะแม่บอกว่าเป็นโปรเจคยาวกว่าจะได้กลับคงอีกหลายเดือน นี่ฉันต้องกลายเป็นเด็กขาดความอบอุ่นอีกแล้วงั้นเหรอ พอคิดๆไปคิดๆมา น้ำตามันดันไหลออกมาดื้อๆ มีที่ไหนกันที่พ่อกับแม่มาอยู่บ้านด้วยแค่ไม่กี่วันก็ต้องกลับไป โดยที่ไม่สนใจว่าความรู้สึกของฉันจะเป็นอย่างไร ความอัดอั้นที่มีในใจฉันมันทะลักออกมาแล้ว แต่ฉันควรจะเก็บมันไว้ไม่ควรให้มันมาบั่นทอนกำลังใจของแม่กับแด๊ดที่กำลังจะกลับไปทำงาน บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ว่านี่ท่านทั้งสองไม่เคยห่วงฉันกับยายเลยหรือไง ปล่อยให้อยู่กันสองคนในบ้านหลังใหญ่โต กับหมาตัวเมียอีกหนึ่งตัว ท่านคงจะคิดว่ามันปลอดภัยสำหรับฉันและยายมากสินะ
                ฉันเดินลงมาจากห้องด้วยตาที่แดงก่ำเพราะร้องไห้ตอนที่อาบน้ำ วันนี้ต้องออกบ้านเช้าเป็นพิเศษเพราะต้องแวะไปส่งแม่กับแด๊ดขึ้นเครื่องที่สนามบินด้วย ฉันไม่อยากให้มีบรรยากาศแบบนี้เลย ความรู้สึกมันเศร้าสุดๆไปเลย
“ดาร์ลิ๊ง หนูคิดอะไรอยู่หรือเปล่าลูก” แม่ถามฉันซึ่งนั่งทำหน้างออยู่ที่เบาะหลังของรถ จะอะไรก็ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันน้อยใจแม่กับแด๊ดมากที่มาทำให้ฉันอบอุ่นเพียงแค่ไม่กี่วัน แล้วก็มาจากไปง่ายๆแบบนี้
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูแค่รู้สึกไม่สบายตัวนิดหน่อยน่ะค่ะ” ฉันเลี่ยงตอบคำถามแม่ไปส่งๆ เพราะถ้าหากพูดอะไรมากไปกว่านี้ฉันคงจะต้องร้องไห้ออกมาอีกเป็นแน่
                ฉันส่งแม่กับแด๊ดที่สนามบินเรียบร้อยก็ขับรถมาที่โรงเรียนทันที ฉันไม่อยากจะอยู่นานให้ต้องลำบากใจจึงตัดสินใจบอกลาท่านทั้งสองมาทันที ฉันไม่ได้เล่าให้ท่านฟังว่าฉันจะต้องทำอะไรในงานเปิดโลกกิจกรรมซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ฉันมีเวลาซ้อมร้องเพลงกับวง Mission บ้าบอนั่นแค่สี่วัน และแน่นอนว่าฉันจะต้องเริ่มซ้อมจากวันนี้เป็นต้นไป ฉันจะต้องเจอกับคนแปลกหน้าร่วมชะตากรรมเป็นวันแรก ไม่อยากจะคิดว่ามันจะเละสักแค่ไหน เพราะฉันไม่ใช่คนจำพวกเข้ากับใครได้ง่ายๆ หรือมีอัธยาศัยดีเลิศ เย็นวันนี้แล้วสินะ แล้วฉันจะกังวลอะไรมากมายนะ ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของฉันหรอกที่จะร้องเพลงให้มันไม่เพี้ยน หรืออะไรๆหลายๆอย่าง แต่สิ่งที่ฉันกังวลคือทำไมชื่อนักร้องนำมันคุ้นๆ ชวนหวั่นใจ ทำไมฉันมีลางสังหรณ์แปลกๆ แต่ก็ช่างเถอะ มันคงเป็นแค่ความรู้สึกบ้าบอของฉันเท่านั้นแหละ
                ฉันนั่งเรียนกึ่งหลับผ่านช่วงเช้ามาได้อย่างทุลักทุเล เนื่องจากวันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ และตอนนี้ฉันก็นั่งอยู่ที่แคนทีนประจำโรงเรียน ซึ่งวันนี้ฉันก็รีบกินเหมือนเดิม หากแต่ต่างตรงที่ว่า วันนี้ฉันไม่ได้รีบไปที่โบสถ์ เพราะฉันกำลังมุ่งหน้าไปที่ ATS Café ต่างหาก ฉันคงต้องเอาตัวรอดจากคาบบ่ายด้วยการเสพคาร์เฟอีนสักหน่อย ไม่เช่นนั้นฉันคงจะหลับให้ครูสอนภาษาฝรั่งเศสด่าฉันอีกเป็นแน่ แต่ทำไมเส้นทางไปยังทุกสถานที่ในโรงเรียนจะต้องผ่านลานรูปปั้นเทพีด้วยนะ
“จ๊ะเอ๋!!!!
“กรี้ดดดดดดดด!!!” ใครมาเล่นตลกกับฉันกันเนี่ย ฉันจะฆ่ามานนนนนนนนนนนนน
“นี่เธอ ขวัญอ่อนขนาดนี้เลยเหรอ ฉันขอโทษ” นายน้ำมนต์ นายนี่มันปีศาจชัดๆเลย เล่นบ้าบออะไรของนายเนี่ย
“จะไปไหนเหรอ ขอไปด้วยคนสิ ไม่มีเพื่อนอ่ะ” ทำผิดแล้วยังมีตีหน้าซื่ออีกนะ
“ฉันจะไป คาเฟ่ นายจะตามไปด้วยทำไม” เออ แล้วฉันจะบอกนายนี่ไปทำไมว่าฉันจะไปคาเฟ่ หึหึ นี่ฉันโง่หรือบ้ากันนะ บอกได้เลยว่าหมอนี่มันไม่ธรรมดา แต่เธอก็ชอบปล่อยให้นายนี่มาวุ่นวายกับชีวิตเธอเหลือเกินนะ ดาร์ลิ๊ง
“พอดีเลย ฉันว่าจะไปหากาแฟดื่มสักหน่อย งั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวจะหมดเวลาพักเที่ยงเอาซะก่อน” พูดจบนายนี่ก็คว้ามือฉันเดินไปหน้าตาเฉย เนียนไปนะ นายอย่าหวังว่าฉันจะยอมเหมือนครั้งที่แล้วอีกนะ ><
“นี่นาย ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่อยากตาย!!” ฉันพูดพร้อมกับยกกำปั้นน้อยๆอีกข้างของฉันขึ้น นายนั่นทำท่ายกมือขึ้นเหนือหัวสองข้างเป็นเชิงว่ายอมแพ้ทันที โอเวอร์แอคติ้งมากขอบอก ตะแต่...
“เฮ้ย ย ย เธอยิ้มให้ฉันด้วย ครั้งแรกเลยนะเนี่ย” บ้าจริง ฉันเผลอยิ้มให้หมอนี่งั้นเหรอ ไม่จริงหรอก แล้วทำไมฉันต้องเผลอหน้าร้อนแบบนี้ด้วยนะ หัวใจบ้ามันก็ดันมาเต้นรัวเอาอะไรตอนนี้ >//<
                ฉันรีบเดินจ้ำอ้าวมาจนถึง ATS Café แต่ไร้ซึ่งเงาของคนหน้ามึนตามมา แต่พอฉันลองมองออกไปทางด้านนอกร้านฉันกลับเห็นนายนั่นยืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันจำได้ว่าเป็นเจ้าหญิงของห้อง 12B แต่จำชื่อไม่ได้ ทำไมฉันรู้สึกแปลกๆแบบนี้กันนะ มันอึดอัด หายใจไม่สะดวกยังไงไม่รู้ แต่ก็ช่างมันเถอะ หมอนั่นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย รีบสูบคาปูชิโน่ผ่านหลอดดัง ปื้ดๆ แล้วกลับไปเข้าห้องเรียน นายนั่นจะอยู่กับใครก็ช่าง อาจจะเป็นแฟนกันก็ได้นะ ก็มีปัญญาหาแฟนได้สวยดีนี่นา แล้วทำไมจะต้องมาเดินตามตูดฉันต้อยๆ ทุกวันด้วย หรือฉันแค่คิดไปเอง...นั่นสินะ ฉันคงคิดเข้าข้างตัวเองว่าหมอนั่นมาตามฉันทั้งๆที่มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆก็ได้
                เวลาเรียนช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ฉันก็นั่งจมปุ๊กอยู่ที่ห้องชมรม เพราะวันอังคารคาบสุดท้ายจะเป็นคาบชมรมของโรงเรียนฉัน แล้วทำไมฉันต้องมานั่งรอไอ้วงดนตรีบ้านี่ด้วยนะ อันที่จริงน่าจะมีจิตใต้สำนึกซะบ้างไม่ใช่ให้คนอื่นเขารอแบบนี้
“ดาร์ลิ๊ง แกดูสิ เรียวคุงมือกีต้าร์มาแล้ว อร๊ายย ย ><//” จะอะไรนักหนาก็แค่ผู้ชายหน้าตา.....แบบการ์ตูนญี่ปุ่น หน้าใส ผมสี...เอิ่ม ผมนายนี่สีอะไร ใครก็ได้บอกฉันที เหอะ!!! เหลืองอ๋อยเชียว -_-‘ อันที่จริงฉันก็พูดเกินไป สีผมนายนี่สีน้ำตาลอ่อนอมส้มขับกับผิวขาวๆของนายนี่จนผู้หญิงอย่างฉันชักจะอิจฉาซะแล้วสิ แต่เสียงงุ๊งงิ๊งๆ ข้างๆหูฉันนี่สิ น่ารำคาญชะมัดเลย
“นี่ๆๆๆ นั่นไง เปอร์เซียขัญใจของฉัน เธอสังเกตที่เบสหมอนี่นะ ฉันเพิ่งเห็นว่าเขาไปแอบติดสติ๊กเกอร์สีเงินรูปตัว s แหละ ทำไมต้องตัวเอสนะ ฉันล่ะแปลกใจจริงๆ เธอสืบให้ฉันทีสิ น๊าดาร์ลิ๊ง” เรื่องอะไรฉันจะเอาตัวเองไปพัวพันกับคนพวกนี้ล่ะ ดูท่าทางนายเปอร์เซียกับนายเรียวอะไรนั่น ท่าทางจะเฟรนลี่มากเลย ตั้งแต่เดินเข้าห้องมา ฉันเห็นแจกยิ้มได้ตลอดเวลาเลย แต่พอนั่งไปได้ไม่นาน ยัยตัวที่นั่งข้างๆก็เริ่มสะกิดฉันหนักเข้าจนฉันชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว
“แก๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ นั่นไง นักร้องนำของวงมาแล้ว อ๊ายยยยย หล่อที่สุดอ่ะ ฉันอยากจะเป็นลม” ฉันได้แต่นั่งกลอกตาไปมา เพราะเอือมระอากับอาการบ้าผู้ชายจนออกนอกหน้าของเพื่อนฉัน มันจะหล่อลากใส้อะไรนักหนากันกะอีแค่นักร้องนำของวงดนตรีประจำโรงเรียน ไหนขอพี่ดูหน้าหน่อยสิน้อง จะขนาดไหนเชียว ถ้าหล่อมากนะ พี่จะจีบเป็นแฟนเลยเอ้า
และทันทีที่ฉันหันไปมองก็ต้องช็อกทันที เพราะ.....
O_O!!! “นะ นะ นายน้ำมนต์ นายมาที่นี่ได้ยังไงกัน!!!” นี่อย่าบอกนะว่านายนี่คือคู่ซ้อมของฉัน เป็นไปได้ยังไงกัน นายนี่ไม่น่าจะเป็นนักร้องได้หรอกน่า ดูจากท่าทางแล้วไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่านายนี่เป็นนักร้อง
“ก็ฉันเป็นนักร้องของวง ฉันก็ต้องมาซ้อมสิ” ไม่นะ...ใครก็ได้บอกฉันทีว่านายคนนี้โกหกฉันอยู่ ครูขาหนูขอถอนตัวทันไหมคะ T^T

                การซ้อมเป็นไปอย่างราบรื่น (เหรอ) ฉันไม่มีสมาธิเลย จำเนื้อเพลงไม่ได้ จำคีย์เพลง โน้ตเพลงต่างๆก็ไม่ได้ ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ เพราะทุกครั้งที่ฉันอ้าปากร้องตอบกับนายปีศาจน้ำมนต์นั่น ทำไมใจฉันต้องสั่น ทำไมหน้าฉันต้องร้อน จนทุกคนต้องหยุดซ้อมเพราะนักร้องนำไม่สามารถนำวงให้ไปรอดได้ พระเจ้าขา ถ้าตอนนี้กำลังกลั่นแกล้งหนู ได้โปรดเถอะค่ะ หยุดแกล้งหนูเถอะ หัวใจหนูมันรับไม่ไหวแล้ว -/\-
                                            ...............................................
ปล. มาช้าดีกว่าไม่มา จริงมั้ยคะ? ฮิๆๆ