5
Friday
ในที่สุดวันที่แสนจะปวดร้าวก็มาถึง
ฉันจะต้องขึ้นร้องเพลงในงานเปิดโลกกิจกรรม ฉันจะต้องร้องเพลงคู่กับน้ำมนต์
ผู้ชายแปลกหน้าที่ฉันสุดแสนจะคุ้นเคย
ตอนนี้ฉันสนิทกับสมาชิกคนอื่นๆในวงแทบจะทุกคนแล้ว ทำไมถึงบอกว่าแทบจะทุกคนงั้นเหรอ
ก็มือกลองประจำวงที่ชื่อเดลอะไรนั่น วางมาดนิ่ง ขรึมอยู่ตลอดเวลา
แถมยังไม่ชอบพูดคุยอะไรเหมือนคนอื่นซึ่งพูดจนฉันแทบจะอยากเอาอะไรไปปิดปากไว้
อย่างนายเปอร์เซีย ใครจะคิดว่าคนที่ดูดีไม่มีที่ติอย่างหมอนี่จะบ้าบอพูดมากขนาดนี้
แต่ก็ช่างเถอะคนพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตฉันอยู่ดี เพราะถึงยังไงถ้าจบงานเปิดโลกกิจกรรมเราทั้งหมดก็ต่างคนต่างไป
รวมทั้งฉันกับน้ำมนต์ด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สุดแสนจะบังเอิญก็ตามแต่
หลังจากวันนี้มันจะไม่มีการบังเอิญอีกต่อไปแล้ว
ฉันจะไม่เอาชีวิตฉันไปข้องเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป
ฉันให้สัญญากับตัวเองไว้แล้ว และฉันต้องทำได้อย่างแน่นอน
“นี่ตื่นเต้นเหรอ ดาร์ลิ๊ง” เสียงนุ่มทุ่ม
น่าฟังของเดลดังมาจากด้านหลังของฉัน ทำไมวันนี้นายนี่ถึงยอมปริปากคุยกับฉันได้นะ
ปกติแล้วถ้าฉันไม่ยอมถามก่อนจ้างให้นายนี่ก็ไม่ยอมพูด
สงสัยจะกลัวดอกพิกุลร่วงจากปาก
“ก็นิดหน่อยนะ นายล่ะ...ฉันก็ถามอะไรแปลกๆ นายขึ้นเวทีบ่อยขนาดนี้จะตื่นเต้นได้ยังไง
จริงไหม?” ฉันตอบปนคำถามไปพร้อมกับส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ทีหนึ่ง
แต่สิ่งที่ประหลาดไปมากกว่านั้นคือ นายนี่ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับยกมือลูบผมฉันเบาๆ
O_o/// อะไรกันนายมาอารมณ์ไหนกันนะ
“ยังไงฉันก็เชื่อว่าเธอทำได้อยู่แล้ว
ร้องเพลงเสร็จไปเจอกันที่สวนสาธารณะหลังโรงเรียนได้ไหม”
พูดจบนายนี่ก็ไม่รอฟังคำตอบจากฉันเลยสักคำ แถมยังลุกเดินหนีไปดื้อๆ อะไรกัน
ฉันงงไปหมดแล้ว แล้ววันนี้ฉันจะยังเจอกับอะไรบ้างนะ คนพวกนี้หลากหลายอารมณ์จริงๆ
ฉันตามไม่ทันแล้ว แล้วนี่ยัยแองจี้หายไปไหนก็ไม่รู้
ในเวลาที่ฉันต้องการเจอตัวกลับหายเข้ากลีบเมฆซะอย่างนั้น
แต่พอฉันลองเดินตามหาในงาน ฉันกลับเจอกับผู้ชายที่ฉันไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย
ไม่อยากมองหน้า
แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น และก็เช่นเคยเขายืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว
เจ้าหญิงของห้อง 12B ผู้หญิงที่ดูยังไงก็ดูดี น่ารักกว่าตัวฉันเป็นไหนๆ และก็เป็นเช่นเคย
หัวใจฉันมันรู้สึกเจ็บแปลบราวกับมีคนเอาอะไรมาทุบตรงกลางอก มันจุก พูดไม่ออก
ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่าทำไมฉันต้องมีอาการแบบนี้ทุกที
ฉันได้แต่ยืนมองเขาสองคนคุยกันอย่างเริงร่า มีความสุข มีความสุขอย่างนั้นเหรอ
แล้วฉันมายืนจ้องเขาทำไมที่ตรงนี้
และแล้วเวลาของการขึ้นแสดงก็มาถึง
เวลาที่ฉันไม่ต้องการให้มาถึง เวลาที่ฉันกลัว ฉันเดินขึ้นเวทีพร้อมกับนายน้ำมนต์
แต่ก่อนจะเริ่มร้องฉันเหลือบไปเห็นผู้ชายที่เข้ามาให้กำลังใจฉันเมื่อตอนเช้าส่งยิ้มมาให้
แต่เป็นยิ้มที่เศร้าจัง ต่างจากรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเมื่อเช้านี้โดยสิ้นเชิง
ดนตรีเริ่มบรรเลง
และส่งให้ฉันเริ่มร้องไปตามท่วงทำนอง....เพลงแรกที่ฉันร้อง
คือเพลงที่มีเนื้อหาประมาณว่าฉันหลงรักผู้ชายคนหนึ่งทั้งที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก นั่นก็คือเพลง
Call me maybe และก็ต่อด้วย เพลง I’m yours จากนายน้ำมนต์
และกำลังจะจบลงด้วยเพลงคู่...ที่กำลังบรรเลงโดยสมาชิกของวง
ซึ่งคนที่มาดูต่างก็พากันส่งเสียงกรี้ดกร้าดกันใหญ่
ไม่รู้ว่าอะไรหล่นใส่เท้ากันหรือเปล่า
ดนตรีบรรเลงไปเรื่อยจนถึงท่อนที่ฉันจะต้องร้อง...
(ฉัน) Heartbeats fast
(หัวใจของฉันเต้นเร็วขึ้น)
Colors
and promises (ข้ออ้างและคำสัญญา)
How to
be brave (ทำเช่นไรถึงทำให้ฉันกล้ามากขึ้นกว่านี้)
How can
I love when I’m afraid to fall (ฉันจะรักได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันกลัวที่จะล้ม)
But
watching you stand alone (แต่แค่ฉันดูเธอยืนอยู่คนเดียว)
All of
my doubt suddenly goes away somehow (คำถามเหล่านั้นกลับหายไปในชั่วพริบตา)
One
step closer (ขยับเข้ามาอีก 1 ก้าว)
(น้ำมนต์) I have died
everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน แม้จะเบื่อ
ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
Darling
don’t be afraid I have loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ
ฉันยังคงรักเธอ)
For a
thousand years (มาตลอด 1 พันปี)
I’ll
love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1พันปี)
ทำไมนายต้องทำสายตาแบบนี้กันนะ
แล้วทำไมฉันต้องใจสั่นตอนที่เผลอสบตาเข้ากับเขา คำๆนั้นไม่ใช่ชื่อฉันสักหน่อย
มันเป็นแค่เนื้อเพลง เธอจะบ้าเกินไปแล้วนะดาร์ลิ๊ง
(น้ำมนต์) Time stands still (กาลเวลายังหยุดนิ่ง)
Beauty in all she is (สวยงาม
อย่างที่มันเป็น)
I will be brave (ฉันจะต้องกล้าขึ้น)
I will not let anything take away (ฉันจะไม่ให้สิ่งใดมาทำให้ฉันเปลี่ยนใจ
(เลิกรักเธอ) ได้)
What’s standing in front of me (นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่)
Every breath (ทุกลมหายใจ)
Every hour has come to this (ทุกๆชั่วโมงจะกลายมาเป็นสิ่งนี้)
One step closer (เข้ามาใกล้อีก
1 ก้าว)
(ฉันร้องและทำท่าหันหน้าไปจับมือกับน้ำมนต์) I have died everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน
แม้จะเบื่อ ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
Darling don’t be afraid I have
loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ ฉันยังคงรักเธอ)
For a thousand years (มาตลอด
1 พันปี)
I’ll love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก
1พันปี)
>///<…..>///<
(พร้อมกัน) And
all along I believed I would find you (และฉันเชื่อมาตลอดเลยว่า
ฉันจะต้องได้พบเธอ)
Time has brought your heart to me (กาลเวลานำพาหัวใจของเธอมาหาฉัน)
I have loved you for a thousand
years (ฉันยังคงรักเธอมาตลอด 1 พันปี)
I love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก
1 พันปี)
นายไม่จำเป็นต้องส่งสายตาแบบนี้มาหรอกนะ
เพราะยังไงมันก็เป็นเพียงแค่การแสดง
ซึ่งมันกำลังจะจบลงแล้วอีกแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่เสียงดนตรีจะจบลง
ขอบคุณที่ทำให้การแสดงวันนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วยการใช้สายตาจริงจังพร่ำเพรื่อของนาย
และฉันจะสาบานว่าฉันจะไม่เผลอไปใจเต้นแรงกับสายตาแบบนี้ของนายอีกต่อไป
เพราะฉันไม่อยากเป็นคนบาปที่ไปแย่งสายตาของคนอื่น ความรู้สึกที่มันไม่ใช่ของฉัน T^T
ฉันแบกความรู้สึกหนักอึ้งพวกนี้ลงจากเวทีทันทีที่การแสดงจบลง
และหวังเพียงว่าเมื่อจบการแสดงวันนี้แล้ว ความรู้สึกของฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
จะกลับมาสดใสดังเดิม ไม่บ้าเหมือนอย่างในตอนนี้
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฉันอินกับบทเพลงมากเกินไปจนเก็บมาคิดให้มันรกสมอง พระเจ้าขา
หากตอนนี้พระองค์กำลังลงโทษหนูอยู่ ได้โปรดยกโทษให้หนูด้วย
เพราะหนูไม่ได้ต้องการจะทำบาปนั้นเลยแม้แต่น้อย บาปที่เผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว T^T
............................................
***เพลง Call me maybe ของ Carly Rae Jepsen, I'm yours ของ Jason Mraz, และ A thousand years ของ Christina Perri
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น