วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท5)

5
Friday
                ในที่สุดวันที่แสนจะปวดร้าวก็มาถึง ฉันจะต้องขึ้นร้องเพลงในงานเปิดโลกกิจกรรม ฉันจะต้องร้องเพลงคู่กับน้ำมนต์ ผู้ชายแปลกหน้าที่ฉันสุดแสนจะคุ้นเคย ตอนนี้ฉันสนิทกับสมาชิกคนอื่นๆในวงแทบจะทุกคนแล้ว ทำไมถึงบอกว่าแทบจะทุกคนงั้นเหรอ ก็มือกลองประจำวงที่ชื่อเดลอะไรนั่น วางมาดนิ่ง ขรึมอยู่ตลอดเวลา แถมยังไม่ชอบพูดคุยอะไรเหมือนคนอื่นซึ่งพูดจนฉันแทบจะอยากเอาอะไรไปปิดปากไว้ อย่างนายเปอร์เซีย ใครจะคิดว่าคนที่ดูดีไม่มีที่ติอย่างหมอนี่จะบ้าบอพูดมากขนาดนี้ แต่ก็ช่างเถอะคนพวกนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตฉันอยู่ดี เพราะถึงยังไงถ้าจบงานเปิดโลกกิจกรรมเราทั้งหมดก็ต่างคนต่างไป รวมทั้งฉันกับน้ำมนต์ด้วย ไม่ว่าเรื่องอะไรที่สุดแสนจะบังเอิญก็ตามแต่ หลังจากวันนี้มันจะไม่มีการบังเอิญอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่เอาชีวิตฉันไปข้องเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป ฉันให้สัญญากับตัวเองไว้แล้ว และฉันต้องทำได้อย่างแน่นอน
“นี่ตื่นเต้นเหรอ ดาร์ลิ๊ง” เสียงนุ่มทุ่ม น่าฟังของเดลดังมาจากด้านหลังของฉัน ทำไมวันนี้นายนี่ถึงยอมปริปากคุยกับฉันได้นะ ปกติแล้วถ้าฉันไม่ยอมถามก่อนจ้างให้นายนี่ก็ไม่ยอมพูด สงสัยจะกลัวดอกพิกุลร่วงจากปาก
“ก็นิดหน่อยนะ นายล่ะ...ฉันก็ถามอะไรแปลกๆ นายขึ้นเวทีบ่อยขนาดนี้จะตื่นเต้นได้ยังไง จริงไหม?” ฉันตอบปนคำถามไปพร้อมกับส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ทีหนึ่ง แต่สิ่งที่ประหลาดไปมากกว่านั้นคือ นายนี่ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับยกมือลูบผมฉันเบาๆ
O_o/// อะไรกันนายมาอารมณ์ไหนกันนะ
“ยังไงฉันก็เชื่อว่าเธอทำได้อยู่แล้ว ร้องเพลงเสร็จไปเจอกันที่สวนสาธารณะหลังโรงเรียนได้ไหม” พูดจบนายนี่ก็ไม่รอฟังคำตอบจากฉันเลยสักคำ แถมยังลุกเดินหนีไปดื้อๆ อะไรกัน ฉันงงไปหมดแล้ว แล้ววันนี้ฉันจะยังเจอกับอะไรบ้างนะ คนพวกนี้หลากหลายอารมณ์จริงๆ ฉันตามไม่ทันแล้ว แล้วนี่ยัยแองจี้หายไปไหนก็ไม่รู้ ในเวลาที่ฉันต้องการเจอตัวกลับหายเข้ากลีบเมฆซะอย่างนั้น แต่พอฉันลองเดินตามหาในงาน ฉันกลับเจอกับผู้ชายที่ฉันไม่อยากเจอ ไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากมองหน้า แต่ด้วยเหตุผลอะไรนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้ฉันรู้สึกแบบนั้น และก็เช่นเคยเขายืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เจ้าหญิงของห้อง 12B ผู้หญิงที่ดูยังไงก็ดูดี น่ารักกว่าตัวฉันเป็นไหนๆ และก็เป็นเช่นเคย หัวใจฉันมันรู้สึกเจ็บแปลบราวกับมีคนเอาอะไรมาทุบตรงกลางอก มันจุก พูดไม่ออก ฉันไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ ว่าทำไมฉันต้องมีอาการแบบนี้ทุกที ฉันได้แต่ยืนมองเขาสองคนคุยกันอย่างเริงร่า มีความสุข มีความสุขอย่างนั้นเหรอ แล้วฉันมายืนจ้องเขาทำไมที่ตรงนี้
                และแล้วเวลาของการขึ้นแสดงก็มาถึง เวลาที่ฉันไม่ต้องการให้มาถึง เวลาที่ฉันกลัว ฉันเดินขึ้นเวทีพร้อมกับนายน้ำมนต์ แต่ก่อนจะเริ่มร้องฉันเหลือบไปเห็นผู้ชายที่เข้ามาให้กำลังใจฉันเมื่อตอนเช้าส่งยิ้มมาให้ แต่เป็นยิ้มที่เศร้าจัง ต่างจากรอยยิ้มที่ดูอบอุ่นเมื่อเช้านี้โดยสิ้นเชิง
                ดนตรีเริ่มบรรเลง และส่งให้ฉันเริ่มร้องไปตามท่วงทำนอง....เพลงแรกที่ฉันร้อง คือเพลงที่มีเนื้อหาประมาณว่าฉันหลงรักผู้ชายคนหนึ่งทั้งที่เพิ่งเจอเป็นครั้งแรก นั่นก็คือเพลง Call me maybe และก็ต่อด้วย เพลง I’m yours จากนายน้ำมนต์ และกำลังจะจบลงด้วยเพลงคู่...ที่กำลังบรรเลงโดยสมาชิกของวง ซึ่งคนที่มาดูต่างก็พากันส่งเสียงกรี้ดกร้าดกันใหญ่ ไม่รู้ว่าอะไรหล่นใส่เท้ากันหรือเปล่า ดนตรีบรรเลงไปเรื่อยจนถึงท่อนที่ฉันจะต้องร้อง...
                (ฉัน) Heartbeats fast (หัวใจของฉันเต้นเร็วขึ้น)
                Colors and promises (ข้ออ้างและคำสัญญา)
                How to be brave (ทำเช่นไรถึงทำให้ฉันกล้ามากขึ้นกว่านี้)
                How can I love when I’m afraid to fall (ฉันจะรักได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันกลัวที่จะล้ม)
                But watching you stand alone (แต่แค่ฉันดูเธอยืนอยู่คนเดียว)
                All of my doubt suddenly goes away somehow (คำถามเหล่านั้นกลับหายไปในชั่วพริบตา)
                One step closer (ขยับเข้ามาอีก 1 ก้าว)
                (น้ำมนต์) I have died everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน แม้จะเบื่อ ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
                Darling don’t be afraid I have loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ ฉันยังคงรักเธอ)
                For a thousand years (มาตลอด 1 พันปี)
                I’ll love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1พันปี)
ทำไมนายต้องทำสายตาแบบนี้กันนะ แล้วทำไมฉันต้องใจสั่นตอนที่เผลอสบตาเข้ากับเขา คำๆนั้นไม่ใช่ชื่อฉันสักหน่อย มันเป็นแค่เนื้อเพลง เธอจะบ้าเกินไปแล้วนะดาร์ลิ๊ง
                (น้ำมนต์) Time stands still (กาลเวลายังหยุดนิ่ง)
Beauty in all she is (สวยงาม อย่างที่มันเป็น)
I will be brave (ฉันจะต้องกล้าขึ้น)
I will not let anything take away (ฉันจะไม่ให้สิ่งใดมาทำให้ฉันเปลี่ยนใจ (เลิกรักเธอ) ได้)
What’s standing in front of me (นั่นคือสิ่งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่)
Every breath (ทุกลมหายใจ)
Every hour has come to this (ทุกๆชั่วโมงจะกลายมาเป็นสิ่งนี้)
One step closer (เข้ามาใกล้อีก 1 ก้าว)
(ฉันร้องและทำท่าหันหน้าไปจับมือกับน้ำมนต์) I have died everyday waiting for you (ฉันรอเธอทุกวัน แม้จะเบื่อ ไม่มีความรู้สึกเหมือนคนตาย ฉันก็จะรอ)
Darling don’t be afraid I have loved you (ที่รักอย่าเพิ่งกลัวไปนะ ฉันยังคงรักเธอ)
For a thousand years (มาตลอด 1 พันปี)
I’ll love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1พันปี)
>///<…..>///<
(พร้อมกัน) And all along I believed I would find you (และฉันเชื่อมาตลอดเลยว่า ฉันจะต้องได้พบเธอ)
Time has brought your heart to me (กาลเวลานำพาหัวใจของเธอมาหาฉัน)
I have loved you for a thousand years (ฉันยังคงรักเธอมาตลอด 1 พันปี)
I love you for a thousand more (และฉันจะรักเธอไปอีก 1 พันปี)
นายไม่จำเป็นต้องส่งสายตาแบบนี้มาหรอกนะ เพราะยังไงมันก็เป็นเพียงแค่การแสดง ซึ่งมันกำลังจะจบลงแล้วอีกแค่ไม่กี่วินาทีหลังจากที่เสียงดนตรีจะจบลง ขอบคุณที่ทำให้การแสดงวันนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้นด้วยการใช้สายตาจริงจังพร่ำเพรื่อของนาย และฉันจะสาบานว่าฉันจะไม่เผลอไปใจเต้นแรงกับสายตาแบบนี้ของนายอีกต่อไป เพราะฉันไม่อยากเป็นคนบาปที่ไปแย่งสายตาของคนอื่น ความรู้สึกที่มันไม่ใช่ของฉัน T^T

ฉันแบกความรู้สึกหนักอึ้งพวกนี้ลงจากเวทีทันทีที่การแสดงจบลง และหวังเพียงว่าเมื่อจบการแสดงวันนี้แล้ว ความรู้สึกของฉันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จะกลับมาสดใสดังเดิม ไม่บ้าเหมือนอย่างในตอนนี้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะฉันอินกับบทเพลงมากเกินไปจนเก็บมาคิดให้มันรกสมอง พระเจ้าขา หากตอนนี้พระองค์กำลังลงโทษหนูอยู่ ได้โปรดยกโทษให้หนูด้วย เพราะหนูไม่ได้ต้องการจะทำบาปนั้นเลยแม้แต่น้อย บาปที่เผลอทำไปโดยไม่รู้ตัว T^T
                                    ............................................
***เพลง Call me maybe ของ Carly Rae Jepsen, I'm yours ของ Jason Mraz, และ A thousand years ของ Christina Perri

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น