วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท6)

6
สวนสาธารณะ
หลังจากเสร็จงานเปิดโลกกิจกรรมวันนั้นฉันก็มีแฟนคลับหรือขับ(ไล่)เพิ่มมาอีกมากมาย ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทอม ดี้ ทุกเพศทุกวัย (เว่อร์ไปแล้วดาร์ลิ๊ง) จนวันนี้ฉันแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่วันนี้คือวันจันทร์ ทุกคนน่าจะซีเรียสกับกันเรียน แต่ไม่เลย พอฉันมาถึงห้องเรียนในตอนเช้าฉันกลับพบว่ามีเด็กเกรด 10 กลุ่มหนึ่งยืนรอฉันอยู่หน้าประตูห้องเรียน พร้อมกับตุ๊กตาตัวเล็กตัวน้อย ดอกกุหลาบบ้าง ช็อกโกแล็ตบ้าง เท่าที่ฉันจำได้ของพวกนี้เขาให้กันในวันวาเลนไทน์ไม่ใช่หรือไงกัน ทำไมต้องขนอะไรมากมายมาให้ฉันในวันนี้ด้วย คนคงจะคิดว่าวันนี้วันเกิดฉันหรือเปล่าถึงได้มีของกำนัลมากมายที่ตอนนี้ฉันกำลังหอบไปเก็บไว้ในรถอย่างทุลักทุเล แล้วหลังจากที่ฉันเก็บของพวกนั้นเสร็จฉันก็มุ่งหน้าสู่ที่พักพิงทางสายตาฉัน แต่วันนี้ไม่ใช่โบสถ์ เพราะฉันกำลังจะเดินไปที่สวนสาธารณะหลังโรงเรียน ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์แบบนี้ฉันคิดว่าคงจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นบ้าง
ฉันนั่งหลับตาอยู่ตรงม้านั่งใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ที่แผ่ร่มเงามาบดบังแสงแดดยามเที่ยงแบบนี้ไว้อย่างมิดชิด นั่งคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันมาตลอดเกือบหนึ่งเดือนที่เปิดเทอม ฉันลืมตาแล้วมองทอดสายตาไปยังบึงใหญ่เบื้องหน้า มองดูแล้วเย็นตาชวนหลงใหล อันที่จริงเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นฉันว่าฉันคงจะคิดไปเองและก็ควรจะหยุดคิดเองได้แล้วในตอนนี้ หากแต่ว่า ณ ที่ตรงนี้ไม่ได้มีเพียงฉันนั่งอยู่คนเดียวอีกแล้ว เมื่อมีคนมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆและเอ่ยถามฉัน
“ทำไมเมื่อวานเธอไม่มาพบฉันล่ะ” คำถามเสียงเรียบๆจากใครบางคนที่ฉันไม่คิดว่าเขาจะมาตามหาฉัน
“ขอโทษนะเดล เมื่อวานคือฉัน..ฉัน..รู้สึกไม่สบาย ก็เลยรีบกลับบ้านเลยอ่ะ” ฉันกลายเป็นคนขี้โกหกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“อือ แล้วนี่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะ ปกติเห็นเธอเดินไปที่โบสถ์ไม่ใช่เหรอ” นายนี่รู้ได้ยังไงว่าฉันชอบไปที่โบสถ์
“อ๋อ คือวันนี้ที่โบสถ์มีคนไปสารภาพรักกันตรงนั้น ฉันก็เลยย้ายมานอนที่นี่แทน” มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะที่จะโกหกใครให้เนียนเนี่ย ถ้าเขาจับได้ขึ้นมาว่าฉันโกหกแล้วฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันนะ
“ไม่ใช่ว่าเธอกำลังหลบหน้าใครหรอกเหรอ” พูดจบนายนี่ก็คลี่ยิ้มออกมา ให้ตายเถอะ ยิ้มแบบนี้มันคือยิ้มเยาะเย้ยนี่นา ปีศาจชัดๆ คนพวกนี้
“บ้าน่า ฉันจะหนีใครกันเล่า ฉันไม่ใช่นักโทษนะ >//<” แล้วทำไมใจต้องเต้นแรง หรือเป็นเพราะมีคนรู้ทันความคิด ไม่นะ ฉันจะให้ใครรู้ไม่ได้หรอกว่าฉันคิดอะไร มันก็แค่ความรู้สึกชั่ววูบเท่านั้นแหละ พอฉันไม่ได้พบเขาแล้วความรู้สึกฉันก็จะเหมือนเดิม กลับมาเป็นเหมือนเดิม....
“นี่ดาร์ลิ๊ง ฉันมีเรื่องให้เธอช่วย ได้ไหม ไม่ยากหรอก คิดว่าเธอน่าจะทำได้” มาไม้ไหนอีกเนี่ยยย จะบ้าตาย ฉันจะมีชีวิตสงบสุขจริงๆเหรอ ทำไมโรงเรียนนี้มีคนแปลกๆเยอะจัง
“เธอช่วยไปสืบให้หน่อยสิ ว่าเด็กผู้หญิงที่ชื่อยูมิ ห้อง 10C เป็นอะไรกันกับเรียว มีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งขนาดไหน ฉันเห็นว่าเพิ่งมาเรียนที่นี่” ให้ฉันไปเป็นนักสืบงั้นเหรอ นี่ฉันดูสอดรู้สอดเห็นขนาดนั้นเลยหรือไงนะ
“แล้วทำไมนายต้องอยากรู้เรื่องน้องเขาด้วยล่ะ หรือว่านายแอบชอบน้องเขาอยู่”
“บ้า!!! ยัยเด็กนั่นอาจจะเป็นแฟนเรียวก็ได้ ฉันถึงได้อยากรู้ไง ถ้าเรียวมีแฟนเป็นตัวเป็นตนฉันก็ยินดีด้วยไง” แถข้างๆคูๆ ไม่เนียนเอาซะเลย ชอบเขาก็บอกมาเถอะ
“โอเค ฉันจะไปสืบมาให้ แต่ไม่รับปากนะว่าจะได้ข้อมูลมาตรงมากน้อยแค่ไหน แต่จะพยายาม” ฉันตอบแกมหัวเราะแบบล้อเลียนไป เดลจึงยื่นมือมาขยี้ผมฉัน จนฉันต้องปัดมือนายนั่นออก ฉันรู้สึกสบายใจนะ เวลาคุยกับเดล เขาดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่น แล้วก็ไม่วุ่นวาย แถมยังดูใจกว้างมากๆด้วย แล้วร้อยยิ้มนั้นของเขาก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มตอบกลับไปได้อย่างง่ายดายเสมอ
                ฉันเดินกลับไปห้องเรียนพร้อมกับเดล ขณะที่เราเดินคุยกันอยู่นั้น สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า ผู้ชายที่ฉันพยายามออกห่างจากเขา พยายามหลบหน้าเขา ผู้ชายที่ยิ้มสวย สดใสตลอดเวลาที่เจอหน้าฉัน แต่ตอนนี้แววตาของเขาดูเศร้าเหลือเกิน เศร้าจนทำให้ฉันรู้สึกกลัว แล้วทำไมฉันถึงต้องกลัว ในเมื่อตัวฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว อีกอย่างเขาก็มีผู้หญิงคนนั้นคอยดูแลอยู่แล้วนี่นา ดังนั้นฉันก็ไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรให้มันปวดหัวใจเล่นล่ะนะ
                เดลเดินไปส่งฉันที่ห้องเรียนก่อนที่จะบอกลาด้วยคำที่ทำให้คนอดสงสัยไม่ได้
“ไปแล้วนะ แล้วอย่าลืมที่สัญญาไว้ล่ะ ฉันจะรอคำตอบนะ” เขาเดินจากไปพร้อมโบกมือลา แต่หลังจากที่เขาหายลับไปจากหน้าห้องเรียนฉัน เพื่อนๆก็รีบดึงทึ้งฉันไปนั่งลงทันที พร้อมกับยิงคำถามมามากมายแบบไม่ทันให้ฉันตั้งตัว
“เธอไปสัญญาอะไรกับเดลไว้อ่ะ” คนแรก
“เธอไปไหนมาอ่ะ” คนที่สอง
“แล้วเธอกับเดลเป็นอะไรกันอ่ะ” คนที่สาม
และบลาๆๆๆ...........
ให้ตายเถอะ แค่ฉันรู้จักกับคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งนี่ทำให้ฉันวุ่นวายขนาดนี้เลยหรือไง โชคดีนะที่อาจารย์เข้ามาสอนก่อน ไม่อย่างนั้นฉันจะต้องโดนขย้ำแน่ๆ เพื่อนฉันแต่ละคนนี่น่ากลัวชะมัดเลยย บรึ๋ยย !!
“นี่ดาร์ลิ๊ง แกไปไหนมา ถึงได้กลับมาพร้อมกับเดลแบบนั้นอ่ะ” แองจี้ถามฉันตอนที่ฉันกำลังจะหลับในคาบเรียนภาษาฝรั่งเศส ว่าแต่ไอ้คำว่าแบบนั้นของแกมันคือแบบไหนวะ ถามแปลกๆ ยัยนี่
“ก็แค่บังเอิญไปเจอกัน ก็แค่นั้น ก็คนเคยร่วมงานกันคุยกันไม่เห็นแปลก” ว่าแล้วแองจี้ก็พยักหน้าหงึกหงักเหมือนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ยัยนี่หัวอ่อนอยู่เหมือนกันนะเนี่ย หึหึ
"แล้วเขาก็วานให้ฉันมาหาข้อมูลบางอย่างด้วยล่ะ แต่ไม่รู้จะไปหามายังไง" ”ฉันเปรยๆออกไป เผื่อว่าจะมีใครแถวๆ ใจดีช่วยเหลือ เพราะเพื่อนฉันคนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกล้องวงจรปิด อะไรเกิดขึ้นใหม่ๆในโรงเรียนนี่นางรู้ทุกเรื่อง อารมณ์ประมาณว่า แองจี้คอนเฟิร์ม พอยัยนั่นเริ่มหันมาสนใจฉันก็เริ่มเล่าต่อทันที
“เดลเขาใช้ให้ฉันไปสืบว่าเด็กที่ชื่อ ยูมิ ห้องอะไรน๊า....10 อะไรน๊า... “ พอเห็นฉันทำท่าคิดหน่อยเท่านั้นแหละ ยัยแองจี้ก็โพล่งตอบมาทันที
“อ๋อ ยูมิ ห้อง 10C เด็กแลกเปลี่ยนจากโรงเรียนสตรีเฮร่า ชื่อจริงชื่อมายูมิ เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ได้ยินสายข่าวรายงานมาว่าเป็นน้องสาวของเรียวคุงแหละแก อิจฉาน้องยูมิเน๊อะ มีพี่ชายหล่อแถมอารมณ์ดี แต่โหดแบบมาเฟียไปหน่อย” เห็นไหมล่ะ กระจ่างเลย แค่นี้ฉันก็ได้ข้อมูลมาจนครบแล้ว เหลือแค่น้ำหนักกับส่วนสูงแค่นั้นแหละที่แองจี้จะสาธยายออกมา ฉันว่าถ้าอาจารย์ไม่มองมาทางเราก่อนนะ ยัยนี่คงโม้ไปเยอะกว่านี้อีก
                วันนี้หลังเลิกเรียนฉันมีนัดกับแองจี้ว่าจะมากินข้าวกันที่บ้านฉัน เพราะวันนี้ยายบอกว่าจะทำอาหารไทยต้นตำรับชาววังให้ฉันกิน อาหารเย็นของแต่ละวันในบ้านฉันนี่ชวนให้ไขมันเริงร่ามาก เพราะยายขยันทำกับข้าวซะเหลือเกิน จนฉันอดใจไม่ไหวต้องชวนแองจี้มาร่วมวงด้วย ป่านนี้ยายคงเตรียมตัวรอออกไปช็อปปิ้งกับฉันเพื่อซื้อของทำกับข้าวแล้วแน่ๆ ฉันรีบลากคอแองจี้ออกมาจากกลุ่มสนทนาภาษาผู้ชายของเพื่อนๆฉัน เพื่อที่จะพายัยนี่ไปช่วยฉันกับยายซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆบ้านด้วย เราขับรถมาไม่นานก็ถึงบ้านของฉัน แต่ภาพที่ฉันเห็นคือ ยายกำลังคุยอยู่กับผู้ชายหน้าคุ้นคนหนึ่งที่ฉันรู้จักเขาเป็นอย่างดี อะไรกัน นายน้ำมนต์มาอยู่หน้าบ้านฉันได้ยังไงกัน แล้วดูสิ เจ๊โซเฟียยังไปนั่งถูลู่ถูกังกับขาหมอนั่นอีก นั่นมันหมาฉันนะ ทันทีที่ฉันก้าวลงจากรถ นายนั่นก็ฉีกยิ้มแฉ่งมาให้ฉันทันที ฉันกับแองจี้ยกมือไหว้ยายพร้อมๆกัน
“กลับมาแล้วเหรอลูก ดาร์ลิ๊ง วันนี้ยายชวนน้ำมนต์กินข้าวด้วยนะลูก ยายเพิ่งจะรู้ว่าน้ำมนต์เพิ่งย้ายบ้านมาอยู่ข้างๆบ้านเรานี่เอง ทำความรู้จักกันไว้จะได้มีเพื่อนนะลูก” ยายยยยยยย ยายใจดีแบบไม่ปรึกษาหนูอีกแล้วนะคะ แล้วดูสิ ยัยหมาเน่าโซเฟียไม่ยอมมาหาฉันเลย ฉันเป็นเจ้าของแกนะ T^T
โฮ่ง!!!! เสียงหมาเห่าจากข้างในรั้วบ้าน
อะไรกัน นั่นมันโซเฟียนี่ แล้วที่นั่งเบียดขานายน้ำมนต์นี่ล่ะ ไม่ใช่โซเฟียเหรอ นี่ฉันบ้าขนาดจำหมาตัวเองไม่ได้แล้วเหรอเนี่ย
“ดีเลย น้ำมนต์มีเจ้านักรบ เราก็มีโซเฟีย โซเฟียจะได้มีเพื่อนเล่นสักที ยายเห็นมันเหงามานานแล้วนา..” ยายพูดไปยิ้มไปอย่างมีความสุข ส่วนฉันกลับได้แต่ยืนหน้าเอ๋ออยู่กับยัยแองจี้
“ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ผมอาสาขับรถให้คุณยายไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเองนะครับ ดาร์ลิ๊งจะได้ไม่ต้องเหนื่อย” อาสาดีนักก็ไปเถอะ ฉันอยากร่วมทางกับนายตายล่ะ นายนักร้องนำ ชิ!!!
                จนแล้วจนรอด ฉันก็ต้องนั่งรถร่วมกับหมอนี่ ฉันนั่งเยาะหน้าคู่คนขับซึ่งก็คือนายน้ำมนต์ ส่วนยัยแองจี้น่ะเหรอ หลังจากที่ไล่ฉันไปนั่งคู่กับนายปีศาจนี่แล้วตัวเองก็ลงไปนั่งเอาใจยายอยู่เบาะหลัง นั่นมันหน้าที่ฉันนี่นา ฉันควรจะงอนใครดีล่ะเนี่ย งอนนายน้ำมนต์ที่ย้ายบ้านมาอยู่ข้างบ้านฉัน งอนยายที่ชวนนายนี่กินข้าวเย็นด้วย งอนเพื่อนที่ชอบจัดฉากให้ฉันต้องใกล้ชิดกับนายนี่ เฮ้อออ เหนื่อยใจจริงๆ แล้วทีนี้ฉันจะใช้ชีวิตอยู่บ้านอย่างมีความสุขบ้างไหมนะ ไม่อยากจะคิดเลย
                                            .....................................................................
รักคนอ่านค๊าาา จุ๊บๆ <3

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น