วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท3)

3
การแสดง
                หลังจากที่เมื่อวานฉันไปพบอาจารย์ในห้องเรียนตามที่เพื่อนรักฉันบอกแล้ว ฉันก็ได้รับข่าวร้ายมาว่าฉันจะต้องขึ้นร้องเพลงร่วมกับวง Mission บ้าบออะไรนั่นในงานวันเปิดโลกกิจกรรม ฉันซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมขับร้องจะต้องเป็นตัวแทนในการขึ้นร้องเพลงครั้งนี้ด้วย แล้วทำไมจะต้องเป็นฉัน ถ้าจะเอาเหตุผลที่ว่าฉันเคยเรียนร้องเพลงมาก่อน ฉันว่า ร้อยเปอร์เซ็นต์ของสมาชิกชมรมนี้ก็เคยเรียนเช่นกัน แล้วทำไมจะต้องเจาะจงฉัน? เหตุผลบ้าบอมากคือเพราะว่าฉันเล่นเปียโนได้และร้องเพลงไม่เพี้ยนจึงทำให้ฉันกลายเป็นบุคคลที่ถูกเลือก ให้ตายเถอะ ร้องคนเดียวฉันพอทนนะ แต่นี่จะให้ฉันไปร้องคู่กับนักร้องนำของวงด้วยนี่นะ จะรอดไหม? ฉันหมายถึงฉันนะที่จะเป็นฝ่ายไม่รอด อีกอย่าง ฉันไม่เคยเห็นหน้าสมาชิกของวงนี้เลยแม้แต่คนเดียว ไม่เคยรู้จักเลยจริงๆ สาบานได้!!
“นี่แองจี้ ฉันถามจริงๆเถอะ ไอ้วง Mission นี่มันดังขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันถามแองจี้แบบหน้าตางงๆ จนยัยนั่นแทบสำลักพายข้าวโพดที่กำลังพยายามยัดมันลงท้องเป็นชิ้นที่สิบได้แล้วมั๊ง แม่ฉันคงจะดีใจที่มีคนหลงใหลกับฝีมือการทำขนมของแม่ เพราะนานๆทีแม่ถึงจะยอมทำ และนี่เป็นโอกาสพิเศษสุดๆ เพราะแด๊ดกลับมาบ้าน แม่ถึงได้ยอมเข้าครัวลงมือทำกับข้าวกับปลา ขนม นม เนย ชุดใหญ่เพื่อฉลองกัน ซึ่งตัวฉันที่เห็นแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนรักไม่ไหว เพราะยัยแองจี้โปรดปรานการกินมากที่สุด อันที่จริงครอบครัวของฉันกับแองจี้สนิทกันพอสมควรเลยล่ะ เพราะบ้านยัยนี่ก็อยู่ถัดจากบ้านฉันแค่สองหลังเอง เอ่อ ฉันหลงประเด็นไปไกลเท่าไหร่แล้วนะ -_-‘
“นี่แกไม่เคยเจอจริงๆเหรอ เออใช่ เพราะงานพรอมปีที่แล้วมีแค่ฉันที่ได้ไป เพราะรุ่นพี่ เกรด 12 เค้าชวน ฮี่ๆๆๆ” ทำหน้าตาหื่นกามมากเพื่อนฉัน ก็ใช่น่ะสิช่วงนั้นแกมันป๊อบปูล่าร์นี่นา แต่สุดท้ายยัยนี่ก็อกหักเพราะรุ่นพี่ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วมีแฟนใหม่ล่ะนะ
“นี่ๆๆๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานพรอมล่ะยะ ฉันยังไม่ได้คำตอบที่ฉันต้องการเลยซักนิด” มัวแต่เพ้ออยู่นั่นแหละยัยบ๊อง
“อ้อ...ก็วง Mission เค้าได้รับเชิญให้มาร่วมแสดงในงานนี้ด้วยนะสิ ขอบอกนะ ฉันล่ะสุดแสนจะปลื้มนายเปอร์เซีย มือเบสของวงเลยอ่ะ ลูกครึ่งสเปนอ่า >< แต่เรียวมือกีต้าร์ก็น่ารักมากนะแก เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นนะ อ๊ายยยย แล้วมือกลองเท่ห์สุดๆอ่ะ ชื่อเดล ห้อง 12B รายนี้นะ โหดมากอ่ะ มีเรื่องบ่อยมาก แต่ก็ติดอันดับ 1 ใน 10 หนุ่ม Pop of Arthena เชียวนะ อ้อ..ลืมไปคน น้ำมนต์นักร้องนำของวงนะแก คนที่แกโชคดีจะได้ร้องเพลงคู่กับเค้าอ่ะ ฉันล่ะอิจฉาแกจริงๆเลย แต่ก็ช่างเถอะ ฉันจะอาศัยไปใกล้ชิดกับหนุ่มๆวงนี้เวลาแกไปซ้อมก็แล้วกัน...โอ้ย ย แค่คิดฉันก็เพ้อแล้วอ่ะแก๊” เพื่อนฉันตอนนี้ลอยไปไกลแล้วสินะ ไอ้พวกนี้มันคนแน่นะ สาบานกับฉันได้ไหมว่าไม่ใช่เทพบุตร ทำไมเพื่อนฉันถึงได้หลงใหลขนาดนี้ แต่จะว่าไปชื่อนักร้องนำมันคุ้นๆนะ เหมือนฉันเคยได้ยินที่ไหนเลย แต่จะว่าไป ชื่อมันก็ซ้ำๆกันนั่นแหละ ชื่อแบบนี้เยอะแยะไป มันไม่น่าจะบังเอิญเป็นคนที่ฉันบังเอิญรู้จักหรอก
                ตกเย็นวันนี้ฉันต้องพายายไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆบ้าน เพราะท่านได้บอกฉันไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่าท่านอยากจะได้แป้งสาคู บอกว่าจะเอามาทำขนมให้แด๊ด ยายก็อีกคน เห่อลูกเขยตัวเองใหญ่เลย พอกลับมาไทยปุ๊บ ฉันก็เริ่มหัวเน่าทันที ฉันเลือกใส่เสื้อแขนกุดสีชมพูสดกับกระโปรงยีนส์เอวสูง และรองเท้าผ้าใบสีชมพูสดใสเช่นกันกับเสื้อ พอเลือกชุดและแต่งตัวเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาพายายไปเดินช็อปปิ้ง ยายฉันสงสัยจะเป็นสาวนักช็อป พอถึงปุ๊บ ท่านก็เดินนำฉันอย่างคล่องแคล่วโดยไม่รอฉันที่กำลังงุ่นง่านเข็นรถตามหลัง ท่านหยิบของหลายอย่างลงในรถเข็น เช่น น้ำตาล แป้ง อะไรทำนองนี้ แต่ฉันก็ดันคิดขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่ได้มีแค่ฉัน ยาย แม่ และแด๊ด แต่ดันมีเจ้าโซเฟีย หมาพันธุ์โกลเด้นจอมขี้เกียจอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งตอนนี้อาหารเม็ดสำหรับสุนัขไซส์บิ๊กอย่างโซเฟียเพิ่งหมดไปตอนเช้านี่เอง ดังนั้นฉันจึงบอกยายว่าจะอ้อมไปแผนกอาหารสัตว์ซักแป๊บเพื่อซื้ออาหารเม็ดให้เจ้าโซเฟีย แต่พอฉันได้อาหารเม็ดกระสอบใหญ่แล้วฉันกลับหายายไม่เจอ ท่านไปไหนกันนะ ฉันเริ่มเดินตามหายายเรื่อยๆจนกระทั่งฉันเห็นหลังท่านไวๆ ตรงแผนกเครื่องครัว แต่ภาพที่เห็นทำฉันใจหล่นวูบ เมื่อยายกำลังทำท่าเหมือนจะหกล้มหากแต่ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งคว้าตัวท่านไว้ได้ก่อนที่ท่านจะล้มลง ฉันรีบเข็นรถกึ่งวิ่งไปหาท่านทันที
“ยายเป็นอะไรคะ” ฉันถามยายด้วยอาการหอบเล็กน้อย
“ยายไม่เป็นไรหรอก พอดีได้พ่อหนุ่มคนนี้ช่วยพยุงไว้ซะก่อน” ยายหันมาตอบฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับหันไปกล่าวขอบคุณชายคนนั้น
“ขอบใจมากนะพ่อหนุ่มที่ช่วยยายไว้ ถ้าไม่ได้พ่อหนุ่มยายคงจะแย่แน่ๆเลย พอดีหลานสาวยายไปซื้ออาหารเม็ดให้เจ้าโซเฟีย ยายเลยเดินดูของเรื่อยๆ อยู่ดีๆก็เกิดหน้ามืด ต้องขอบใจพ่อหนุ่มมากๆนะจ๊ะ” ยายยิ้มละมุนให้ผู้ชายคนนั้น แต่ฉันเพิ่งสังเกตว่า ผู้ชายที่ช่วยยายไว้คือคนที่ฉันรู้จัก
“ไม่เป็นไรครับคุณยาย คราวหน้าคุณยายอย่าเดินห่างจากดาร์ลิ๊งนะครับ เดี๋ยวเกิดหน้ามืดอีกจะหกล้มเจ็บตัวนะครับคุณยาย” นายนั่นตอบยายพร้อมกับรอยยิ้มที่สุภาพ และอ่อนหวาน
“อ้าวรู้จักกันกับยัยหนูด้วยเหรอพ่อหนุ่ม” ยายถามอย่างใคร่รู้
“ค่ะยาย เป็นเพื่อนที่โรงเรียนค่ะ แต่ไม่ได้สนิทกันมาก ขอบใจมากนะน้ำมนต์ ฉันไปล่ะ” ฉันรีบชิงตอบยายก่อนที่หมอนั่นจะสาธยายเรื่องบ้าๆที่โรงเรียนออกมา พร้อมทั้งไม่ลืมกล่าวขอบคุณเขาเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท และขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว
“อ้าวจะกลับแล้วเหรอ ดาร์ลิ๊ง งั้นเอาไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ งั้นผมลานะครับคุณยาย” พูดจบนายนั่นก็ยกมือไหว้ยายของฉันแล้วหมุนตัวกลับไปยังรถเข็นของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ห่างจากตรงที่ฉันและยายยืนอยู่เท่าไหร่
                หลังจากที่ชำระเงินเรียบร้อยฉันก็พายายขับรถมาที่ร้านขายต้นไหม้ที่อยู่ใกล้ๆกับซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อต้นไม้ ยายบอกอยากได้กล้วยไม้สักสองต้น ยายเป็นคนที่ชอบปลูกกล้วยไม้ เพราะท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อสมัยที่ท่านยังสาวคุณตาชอบซื้อต้นกล้วยไม้มาฝากยายตั้งแต่เริ่มต้นจีบจนแต่งงาน แม้กระทั่งแต่งงานกันแล้วคุณตาท่านก็จะซื้อกล้วยไม้มาให้ยายทุกครั้งที่เห็นว่ามีสีใหม่ๆมาขาย และตอนนี้ที่บ้านฉันก็มีเรือนกล้วยไม้ของยายที่มีกล้วยไม้หลายสายพันธุ์มาก ฉันก็ไม่ค่อยจะรู้จักชื่อมันสักเท่าไหร่ แต่ที่ฉันเห็นอยู่ประจำและรู้สึกว่าชอบก็จะเป็นแคทรียา ดอกสีม่วงสดใสละมั้ง แต่ยายเคยบอกฉันว่ายายชอบแวนด้า เพราะดอกมันสีสดสวย และวันนี้ก็เช่นเคย ยายได้แวนด้าสีส้มกับสีม่วงอ่อนอย่างละต้น แล้วยังมีต้นกุหลาบขาว ดอกไม้โปรดของฉันแถมมาอีกหนึ่งต้น ฉันชอบดอกกุหลาบสีขาวเพราะว่ามันให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ ไม่แต่งแต้มอะไร แต่มีความสวยสง่าในตัวเอง
“ยายว่าพ่อหนุ่มน้ำมนต์คนนั้นก็หน้าตาดีไม่เบาเลยนะ เขาชอบหนูหรือเปล่าดาร์ลิ๊ง” O_o? อยู่ๆยายก็ถามถึงนายนั่นขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ แล้วฉันจะตอบยายไปว่าอะไรดีล่ะ
“ไม่หรอกค่ะยาย เขาจะมาชอบหนูได้ยังไงกันคะ หนูเพิ่งเคยเจอกันกับเขาแค่ไม่กี่ครั้งเอง” แต่ก็ทุกวันตั้งแต่เปิดเทอม นี่ฉันไม่ได้โกหกยายอยู่ใช่ไหม
“ยายว่าเขาก็ดูเป็นคนดีนะ รู้จักกันไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย เขาน่าจะดูแลหนูได้ดีนะ” ฉันแทบจะเหยียบเบรกรถกะทันหันเมื่อได้ยินยายพูดแบบนั้นออกมา นี่ยายโดนของจากหมอนั่นหรือเปล่านะ
“ยายคะ หนูดูแลตัวเองได้นะคะ ตอนนี้หนูอายุ 18 แล้วนะคะยาย T^T” ฉันรีบตัดพ้อยาย เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าตัดบทดีนะ แต่ยายก็ยังดูมุ่งมั่น และมั่นใจในตัวหมอนั่นเหลือเกินจนฉันอดหมั่นใส้ไม่ได้ นี่ขนาดฉันเป็นหลานสาวแท้ๆของยายนะ ยายยังไม่เคยมีทีท่าว่าภูมิใจในตัวฉันขนาดนี้เลย เฮ้อ คิดแล้วก็เศร้า TT
                ขับรถมาได้สักพักก็มาถึงบ้าน ฉันรีบลงจากรถแล้ววิ่งไปเปิดประตูรถให้ยาย พร้อมทั้งเปิดกระโปรงหลังรถเอากล้วยไม้กับต้นกุหลาบลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว จนแม่ที่ยืนดูอยู่ห่างๆเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“ดาร์ลิ๊ง หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ท่าทางลุกลี้ลุกลนนะเรา มีความผิดอะไรหรือเปล่า ว่าไงคะคุณแม่ยัยตัวแสบก่อวีรกรรมอะไรไว้หรือเปล่าคะ” ยายอย่าได้บอกแม่เชียวนะ ว่าหนูปล่อยให้ยายเดินคนเดียวจนเกือบล้มหนะ ไม่อย่างนั้นหนูจะอดพายายไปช็อปอีกนะคะ พลีสสสส -/\-
“ไม่มีอะไรหรอกลูก ดาร์ลิ๊งเขาก็แค่อยากช่วยแม่เท่านั้นเอง” ยายพูดพร้อมส่งยิ้มแบบใจดีไปให้แม่ เฮ้อ ค่อยโล่งอก นี่แสดงว่ายายยังอยากไปช็อปกับหลานสาวสุดที่รักอยู่แน่เลย ฮี่ๆๆ
                กว่าจะทำภารกิจยามเย็น กว่าจะกินข้าว อาบน้ำ บลาๆๆ ฉันก็ตาแทบปิด นี่ดีนะ ที่พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ วันพักผ่อนสุดแสนสบายของฉัน วันที่ฉันปรารถนา ส่วนคืนนี้ฉันคงจะต้องขอลาตรีสวัสดิ์ ล้มตัวลงนอนแล้วเอย นึกไปนึกมา ฉันไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลยแฮะ วันแห่งความทรมานกำลังรอฉันอยู่ เฮ้อออ zZzZ
                                                                 ..................................
บทที่สามมาช้า พิงค์ปีเตอร์ขอโทษนะค๊า า ช่วงนี้เรียนหนักค่ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น