3
การแสดง
หลังจากที่เมื่อวานฉันไปพบอาจารย์ในห้องเรียนตามที่เพื่อนรักฉันบอกแล้ว
ฉันก็ได้รับข่าวร้ายมาว่าฉันจะต้องขึ้นร้องเพลงร่วมกับวง Mission บ้าบออะไรนั่นในงานวันเปิดโลกกิจกรรม
ฉันซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของชมรมขับร้องจะต้องเป็นตัวแทนในการขึ้นร้องเพลงครั้งนี้ด้วย
แล้วทำไมจะต้องเป็นฉัน ถ้าจะเอาเหตุผลที่ว่าฉันเคยเรียนร้องเพลงมาก่อน ฉันว่า
ร้อยเปอร์เซ็นต์ของสมาชิกชมรมนี้ก็เคยเรียนเช่นกัน แล้วทำไมจะต้องเจาะจงฉัน?
เหตุผลบ้าบอมากคือเพราะว่าฉันเล่นเปียโนได้และร้องเพลงไม่เพี้ยนจึงทำให้ฉันกลายเป็นบุคคลที่ถูกเลือก
ให้ตายเถอะ ร้องคนเดียวฉันพอทนนะ
แต่นี่จะให้ฉันไปร้องคู่กับนักร้องนำของวงด้วยนี่นะ จะรอดไหม?
ฉันหมายถึงฉันนะที่จะเป็นฝ่ายไม่รอด อีกอย่าง ฉันไม่เคยเห็นหน้าสมาชิกของวงนี้เลยแม้แต่คนเดียว
ไม่เคยรู้จักเลยจริงๆ สาบานได้!!
“นี่แองจี้ ฉันถามจริงๆเถอะ ไอ้วง Mission นี่มันดังขนาดนั้นเลยเหรอ”
ฉันถามแองจี้แบบหน้าตางงๆ
จนยัยนั่นแทบสำลักพายข้าวโพดที่กำลังพยายามยัดมันลงท้องเป็นชิ้นที่สิบได้แล้วมั๊ง
แม่ฉันคงจะดีใจที่มีคนหลงใหลกับฝีมือการทำขนมของแม่ เพราะนานๆทีแม่ถึงจะยอมทำ
และนี่เป็นโอกาสพิเศษสุดๆ เพราะแด๊ดกลับมาบ้าน
แม่ถึงได้ยอมเข้าครัวลงมือทำกับข้าวกับปลา ขนม นม เนย ชุดใหญ่เพื่อฉลองกัน
ซึ่งตัวฉันที่เห็นแล้วก็อดคิดถึงเพื่อนรักไม่ไหว เพราะยัยแองจี้โปรดปรานการกินมากที่สุด
อันที่จริงครอบครัวของฉันกับแองจี้สนิทกันพอสมควรเลยล่ะ
เพราะบ้านยัยนี่ก็อยู่ถัดจากบ้านฉันแค่สองหลังเอง เอ่อ
ฉันหลงประเด็นไปไกลเท่าไหร่แล้วนะ -_-‘
“นี่แกไม่เคยเจอจริงๆเหรอ เออใช่
เพราะงานพรอมปีที่แล้วมีแค่ฉันที่ได้ไป เพราะรุ่นพี่ เกรด 12 เค้าชวน
ฮี่ๆๆๆ” ทำหน้าตาหื่นกามมากเพื่อนฉัน ก็ใช่น่ะสิช่วงนั้นแกมันป๊อบปูล่าร์นี่นา
แต่สุดท้ายยัยนี่ก็อกหักเพราะรุ่นพี่ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วมีแฟนใหม่ล่ะนะ
“นี่ๆๆๆ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานพรอมล่ะยะ
ฉันยังไม่ได้คำตอบที่ฉันต้องการเลยซักนิด” มัวแต่เพ้ออยู่นั่นแหละยัยบ๊อง
“อ้อ...ก็วง Mission เค้าได้รับเชิญให้มาร่วมแสดงในงานนี้ด้วยนะสิ
ขอบอกนะ ฉันล่ะสุดแสนจะปลื้มนายเปอร์เซีย มือเบสของวงเลยอ่ะ ลูกครึ่งสเปนอ่า ><
แต่เรียวมือกีต้าร์ก็น่ารักมากนะแก
เห็นเค้าว่ากันว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นนะ อ๊ายยยย แล้วมือกลองเท่ห์สุดๆอ่ะ ชื่อเดล
ห้อง 12B รายนี้นะ โหดมากอ่ะ มีเรื่องบ่อยมาก แต่ก็ติดอันดับ 1 ใน 10 หนุ่ม Pop
of Arthena เชียวนะ อ้อ..ลืมไปคน น้ำมนต์นักร้องนำของวงนะแก
คนที่แกโชคดีจะได้ร้องเพลงคู่กับเค้าอ่ะ ฉันล่ะอิจฉาแกจริงๆเลย แต่ก็ช่างเถอะ
ฉันจะอาศัยไปใกล้ชิดกับหนุ่มๆวงนี้เวลาแกไปซ้อมก็แล้วกัน...โอ้ย ย
แค่คิดฉันก็เพ้อแล้วอ่ะแก๊” เพื่อนฉันตอนนี้ลอยไปไกลแล้วสินะ ไอ้พวกนี้มันคนแน่นะ
สาบานกับฉันได้ไหมว่าไม่ใช่เทพบุตร ทำไมเพื่อนฉันถึงได้หลงใหลขนาดนี้
แต่จะว่าไปชื่อนักร้องนำมันคุ้นๆนะ เหมือนฉันเคยได้ยินที่ไหนเลย แต่จะว่าไป
ชื่อมันก็ซ้ำๆกันนั่นแหละ ชื่อแบบนี้เยอะแยะไป
มันไม่น่าจะบังเอิญเป็นคนที่ฉันบังเอิญรู้จักหรอก
ตกเย็นวันนี้ฉันต้องพายายไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆบ้าน
เพราะท่านได้บอกฉันไว้ตั้งแต่ตอนเช้าแล้วว่าท่านอยากจะได้แป้งสาคู
บอกว่าจะเอามาทำขนมให้แด๊ด ยายก็อีกคน เห่อลูกเขยตัวเองใหญ่เลย พอกลับมาไทยปุ๊บ
ฉันก็เริ่มหัวเน่าทันที ฉันเลือกใส่เสื้อแขนกุดสีชมพูสดกับกระโปรงยีนส์เอวสูง
และรองเท้าผ้าใบสีชมพูสดใสเช่นกันกับเสื้อ พอเลือกชุดและแต่งตัวเสร็จสรรพ
ก็ได้เวลาพายายไปเดินช็อปปิ้ง ยายฉันสงสัยจะเป็นสาวนักช็อป พอถึงปุ๊บ
ท่านก็เดินนำฉันอย่างคล่องแคล่วโดยไม่รอฉันที่กำลังงุ่นง่านเข็นรถตามหลัง
ท่านหยิบของหลายอย่างลงในรถเข็น เช่น น้ำตาล แป้ง อะไรทำนองนี้
แต่ฉันก็ดันคิดขึ้นได้ว่าที่บ้านไม่ได้มีแค่ฉัน ยาย แม่ และแด๊ด
แต่ดันมีเจ้าโซเฟีย หมาพันธุ์โกลเด้นจอมขี้เกียจอยู่ตัวหนึ่ง
ซึ่งตอนนี้อาหารเม็ดสำหรับสุนัขไซส์บิ๊กอย่างโซเฟียเพิ่งหมดไปตอนเช้านี่เอง
ดังนั้นฉันจึงบอกยายว่าจะอ้อมไปแผนกอาหารสัตว์ซักแป๊บเพื่อซื้ออาหารเม็ดให้เจ้าโซเฟีย
แต่พอฉันได้อาหารเม็ดกระสอบใหญ่แล้วฉันกลับหายายไม่เจอ ท่านไปไหนกันนะ
ฉันเริ่มเดินตามหายายเรื่อยๆจนกระทั่งฉันเห็นหลังท่านไวๆ ตรงแผนกเครื่องครัว แต่ภาพที่เห็นทำฉันใจหล่นวูบ
เมื่อยายกำลังทำท่าเหมือนจะหกล้มหากแต่ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งคว้าตัวท่านไว้ได้ก่อนที่ท่านจะล้มลง
ฉันรีบเข็นรถกึ่งวิ่งไปหาท่านทันที
“ยายเป็นอะไรคะ” ฉันถามยายด้วยอาการหอบเล็กน้อย
“ยายไม่เป็นไรหรอก พอดีได้พ่อหนุ่มคนนี้ช่วยพยุงไว้ซะก่อน”
ยายหันมาตอบฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับหันไปกล่าวขอบคุณชายคนนั้น
“ขอบใจมากนะพ่อหนุ่มที่ช่วยยายไว้ ถ้าไม่ได้พ่อหนุ่มยายคงจะแย่แน่ๆเลย
พอดีหลานสาวยายไปซื้ออาหารเม็ดให้เจ้าโซเฟีย ยายเลยเดินดูของเรื่อยๆ
อยู่ดีๆก็เกิดหน้ามืด ต้องขอบใจพ่อหนุ่มมากๆนะจ๊ะ” ยายยิ้มละมุนให้ผู้ชายคนนั้น
แต่ฉันเพิ่งสังเกตว่า ผู้ชายที่ช่วยยายไว้คือคนที่ฉันรู้จัก
“ไม่เป็นไรครับคุณยาย คราวหน้าคุณยายอย่าเดินห่างจากดาร์ลิ๊งนะครับ
เดี๋ยวเกิดหน้ามืดอีกจะหกล้มเจ็บตัวนะครับคุณยาย” นายนั่นตอบยายพร้อมกับรอยยิ้มที่สุภาพ
และอ่อนหวาน
“อ้าวรู้จักกันกับยัยหนูด้วยเหรอพ่อหนุ่ม” ยายถามอย่างใคร่รู้
“ค่ะยาย เป็นเพื่อนที่โรงเรียนค่ะ แต่ไม่ได้สนิทกันมาก
ขอบใจมากนะน้ำมนต์ ฉันไปล่ะ”
ฉันรีบชิงตอบยายก่อนที่หมอนั่นจะสาธยายเรื่องบ้าๆที่โรงเรียนออกมา
พร้อมทั้งไม่ลืมกล่าวขอบคุณเขาเพื่อไม่เป็นการเสียมารยาท และขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว
“อ้าวจะกลับแล้วเหรอ ดาร์ลิ๊ง งั้นเอาไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ
งั้นผมลานะครับคุณยาย”
พูดจบนายนั่นก็ยกมือไหว้ยายของฉันแล้วหมุนตัวกลับไปยังรถเข็นของตัวเองที่จอดอยู่ไม่ห่างจากตรงที่ฉันและยายยืนอยู่เท่าไหร่
หลังจากที่ชำระเงินเรียบร้อยฉันก็พายายขับรถมาที่ร้านขายต้นไหม้ที่อยู่ใกล้ๆกับซุปเปอร์มาร์เก็ต
เพื่อซื้อต้นไม้ ยายบอกอยากได้กล้วยไม้สักสองต้น ยายเป็นคนที่ชอบปลูกกล้วยไม้
เพราะท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อสมัยที่ท่านยังสาวคุณตาชอบซื้อต้นกล้วยไม้มาฝากยายตั้งแต่เริ่มต้นจีบจนแต่งงาน
แม้กระทั่งแต่งงานกันแล้วคุณตาท่านก็จะซื้อกล้วยไม้มาให้ยายทุกครั้งที่เห็นว่ามีสีใหม่ๆมาขาย
และตอนนี้ที่บ้านฉันก็มีเรือนกล้วยไม้ของยายที่มีกล้วยไม้หลายสายพันธุ์มาก
ฉันก็ไม่ค่อยจะรู้จักชื่อมันสักเท่าไหร่ แต่ที่ฉันเห็นอยู่ประจำและรู้สึกว่าชอบก็จะเป็นแคทรียา
ดอกสีม่วงสดใสละมั้ง แต่ยายเคยบอกฉันว่ายายชอบแวนด้า เพราะดอกมันสีสดสวย
และวันนี้ก็เช่นเคย ยายได้แวนด้าสีส้มกับสีม่วงอ่อนอย่างละต้น
แล้วยังมีต้นกุหลาบขาว ดอกไม้โปรดของฉันแถมมาอีกหนึ่งต้น
ฉันชอบดอกกุหลาบสีขาวเพราะว่ามันให้ความรู้สึกบริสุทธิ์ ไม่แต่งแต้มอะไร
แต่มีความสวยสง่าในตัวเอง
“ยายว่าพ่อหนุ่มน้ำมนต์คนนั้นก็หน้าตาดีไม่เบาเลยนะ
เขาชอบหนูหรือเปล่าดาร์ลิ๊ง” O_o? อยู่ๆยายก็ถามถึงนายนั่นขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้
แล้วฉันจะตอบยายไปว่าอะไรดีล่ะ
“ไม่หรอกค่ะยาย เขาจะมาชอบหนูได้ยังไงกันคะ
หนูเพิ่งเคยเจอกันกับเขาแค่ไม่กี่ครั้งเอง” แต่ก็ทุกวันตั้งแต่เปิดเทอม
นี่ฉันไม่ได้โกหกยายอยู่ใช่ไหม
“ยายว่าเขาก็ดูเป็นคนดีนะ รู้จักกันไว้ก็ไม่น่าจะเสียหาย
เขาน่าจะดูแลหนูได้ดีนะ”
ฉันแทบจะเหยียบเบรกรถกะทันหันเมื่อได้ยินยายพูดแบบนั้นออกมา นี่ยายโดนของจากหมอนั่นหรือเปล่านะ
“ยายคะ หนูดูแลตัวเองได้นะคะ ตอนนี้หนูอายุ 18 แล้วนะคะยาย T^T”
ฉันรีบตัดพ้อยาย เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าตัดบทดีนะ แต่ยายก็ยังดูมุ่งมั่น
และมั่นใจในตัวหมอนั่นเหลือเกินจนฉันอดหมั่นใส้ไม่ได้
นี่ขนาดฉันเป็นหลานสาวแท้ๆของยายนะ ยายยังไม่เคยมีทีท่าว่าภูมิใจในตัวฉันขนาดนี้เลย
เฮ้อ คิดแล้วก็เศร้า TT
ขับรถมาได้สักพักก็มาถึงบ้าน
ฉันรีบลงจากรถแล้ววิ่งไปเปิดประตูรถให้ยาย
พร้อมทั้งเปิดกระโปรงหลังรถเอากล้วยไม้กับต้นกุหลาบลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว
จนแม่ที่ยืนดูอยู่ห่างๆเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
“ดาร์ลิ๊ง หนูเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ท่าทางลุกลี้ลุกลนนะเรา
มีความผิดอะไรหรือเปล่า ว่าไงคะคุณแม่ยัยตัวแสบก่อวีรกรรมอะไรไว้หรือเปล่าคะ”
ยายอย่าได้บอกแม่เชียวนะ ว่าหนูปล่อยให้ยายเดินคนเดียวจนเกือบล้มหนะ
ไม่อย่างนั้นหนูจะอดพายายไปช็อปอีกนะคะ พลีสสสส -/\-
“ไม่มีอะไรหรอกลูก ดาร์ลิ๊งเขาก็แค่อยากช่วยแม่เท่านั้นเอง”
ยายพูดพร้อมส่งยิ้มแบบใจดีไปให้แม่ เฮ้อ ค่อยโล่งอก
นี่แสดงว่ายายยังอยากไปช็อปกับหลานสาวสุดที่รักอยู่แน่เลย ฮี่ๆๆ
กว่าจะทำภารกิจยามเย็น
กว่าจะกินข้าว อาบน้ำ บลาๆๆ ฉันก็ตาแทบปิด นี่ดีนะ ที่พรุ่งนี้คือวันอาทิตย์ วันพักผ่อนสุดแสนสบายของฉัน
วันที่ฉันปรารถนา ส่วนคืนนี้ฉันคงจะต้องขอลาตรีสวัสดิ์ ล้มตัวลงนอนแล้วเอย
นึกไปนึกมา ฉันไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลยแฮะ วันแห่งความทรมานกำลังรอฉันอยู่
เฮ้อออ zZzZ ..................................
บทที่สามมาช้า พิงค์ปีเตอร์ขอโทษนะค๊า า ช่วงนี้เรียนหนักค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น