วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

Mission No.1 My Darling ปฏิบัติการร้ายมัดใจยัยตัวแสบ (บท7 Special Nammon)

7
Special Nammon
                ผมชื่อน้ำมนต์ครับ ชื่อนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากแม่ผมมีลูกยาก ไปบนขอจากวัดชื่อดังวัดหนึ่ง แล้วก็ได้ไปพรมน้ำมนต์กับหลวงปู่ที่วัด หลังจากนั้นหนึ่งเดือนแม่ก็ตั้งท้อง พอคลอดผมก็เลยตั้งชื่อว่าน้ำมนต์ อันที่จริงแล้วผมก็มีเชื้อเดนมาร์กอยู่เสี้ยวหนึ่ง เนื่องจากย่าผมแต่งงานกับปู่ ปู่เป็นชาวเดนมาร์ก แล้วแม่ก็เป็นลูกครึ่งสาวสวยเดนมาร์ก ผมก็เลยได้เชื้อมานิดหน่อย แม่เป็นคนที่นับถือทุกศาสนานะ แต่จนแล้วจนรอดครอบครัวผมก็นับถือศาสนาคริสต์ ตอนนี้ผมก็กำลังเรียนอยู่ที่ โรงเรียนมัธยมอาร์เธน่า เกรด 12 ห้อง B งานอดิเรกที่ชอบทำและต้องทำก็คือร้องเพลง ทำไมผมถึงต้องทำน่ะเหรอ ก็เพราะผมเป็นนักร้องนำของวง Mission ซึ่งสมาชิกของวงทั้งหมดก็มีแค่กลุ่มเพื่อนผมเท่านั้น ชีวิตในโรงเรียนของผมไม่ค่อยจะสงบสักเท่าไหร่ จะเพราะอะไรได้อีกล่ะครับ นอกซะจากว่าสาวๆในโรงเรียน มักจะนัดเจอผมไปบอกรักบ้าง ไปทานข้าวบ้าง ซึ่งผมค่อนข้างจะหวงเวลาส่วนตัว แต่ผมก็ปฏิเสธอะไรมากไม่ได้ ผมก็ไม่เข้าใจนะว่าผมดูดีตรงไหน ทั้งๆที่นักเรียนชายด้วยกันที่เรียนที่นี่ก็หน้าตาดีๆ ฐานะรวยๆ กันทั้งนั้น แต่มีอยู่กรณีหนึ่ง วันนั้น มีสาวน้อยน่าตาน่ารักมายืนรอผมอยู่หน้าห้องเรียน สอบถามไปๆมาๆ ก็บอกว่าวันนี้ขอมานั่งกินข้าวด้วย และต่อด้วยการพยายามตีสนิททุกวิถีทาง จนกระทั่งขอเบอร์โทรศัพท์ผม Line ไปจนถึง Facebook ผมจึงตัดสินใจให้ Facebook ไป เพราะอย่างน้อยก็ไม่สามารถโทรมากวนผมได้ และเหมือนผมจะจำได้ว่าผมเคยเผลอให้เบอร์โทรฯ ของผมกับรุ่นน้องคนหนึ่งไป ปรากฏว่าน้องคนนั้นเข้าใจผิดคิดว่าผมตกลงเป็นแฟนกันกับเขา ซึ่งกว่าจะแก้ปัญหาได้ผมก็แทบบ้าเลยทีเดียว ดังนั้นผมจึงต้องสร้างเกราะป้องกันตัวเองไว้ไม่ให้ใครเข้ามาล้ำเส้นผม
                แม่ผมเคยถามว่าผมเป็นเกย์หรือเปล่า ทำไมไม่ยอมมีแฟนหรือพาแฟนไปพบท่านเลย ผมก็ตอบท่านไปว่ามันแค่ยังไม่ถึงเวลา อันที่จริง ผมคิดว่าผมพบคนที่ใช่แล้วล่ะ เพียงแค่ผมยังไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นจะใช่จริงๆหรือแค่เพียงผ่านมาให้ผมใจเต้นแรงเหมือนกับครั้งที่ผ่านๆมาของผม วันนั้นเป็นวันเปิดเรียน ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงเรียนและกำลังจะเลี้ยวเข้าไปในโรงเรียน สายตาผมบังเอิญเหลือบไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกำลังก้าวลงจากรถ ผมตัดสินใจลดกระจกลงเพื่อมองหน้าเธอให้ชัดขึ้น ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงอีกคนที่กำลังตะโกนเรียกผู้หญิงคนนี้ด้วยถ้อยคำที่ผมฟังแล้วขนลุกเกรียว เขาเรียกเธอว่า ดาร์ลิ๊ง ที่แปลว่าที่รักอย่างนั้นเหรอ ทำไมผู้หญิงสวยๆสมัยนี้กลายเป็นแบบนี้ไปหมด ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ เมื่อพบความจริงเช่นนั้นแล้วผมจึงตัดสินใจขับรถเข้าโรงเรียนไป แต่ก็ไม่วายที่ผมจะได้พบเธออีก ครั้งนี้ผมก็ยังพบเธอด้วยความบังเอิญ เธอทำกระเป๋าสตางค์หล่นไว้ตรงลานเทพี ผมจึงรีบเดินเข้าไปหาเพื่อที่จะเอากระเป๋าไปคืน แต่ผลที่ได้กลับมา ยัยนั่นกลับด่าผมแว้ดๆ ซะอย่างนั้น คงจะแสบไม่เบาเลยล่ะผู้หญิงคนนี้ หลังจากนั้นผมก็ห้ามใจให้ตัวเองมาดักรอเธอคนนี้ที่ตรงลานรูปปั้นเทพีทุกๆวันไม่ได้  ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ผมทำแบบนี้ทุกวันจนได้รู้จักว่า ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ดาร์ลิ๊ง และที่ผมเข้าใจนั้นมันบ้าสิ้นดี ผมคิดว่าเธอเป็นพวกรักเพศเดียวกันอะไรประมาณนี้ ทุกครั้งที่พบกับเธอ ผมจะรู้สึกใจเต้นแรง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งผมคงจะเป็นแบบนี้แค่ฝ่ายเดียว จนเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วผมทราบว่าจะมีงานเปิดโลกกิจกรรมเนื่องจากเพิ่งจะเปิดภาคเรียน เด็กที่เพิ่งเข้าเกรด 10 ก็จะยังไม่มีชมรมอยู่ ดังนั้นรุ่นพี่และอาจารย์ประจำของแต่ละชมรมก็จะต้องจัดบูทนำเสนอผลงานของชมรมของตัวเอง ผมจึงคิดแผนเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับเธอ และหาโอกาสที่จะแสดงความรู้สึกลึกๆที่มันกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นวันละนิด ผมใช้เส้นหลานชายเจ้าของโรงเรียนขอขึ้นแสดงร่วมกับชมรมขับร้องซึ่งป้าผมเป็นอาจารย์ประจำชมรมนี้ และเพื่อไม่ให้ป้าผมสงสัยอะไรไปมากกว่านี้ ผมจึงเสนอไปว่า ทางชมรมจะต้องส่งตัวแทนจากชมรมที่ร้องเพลงดีที่สุดมาร่วมร้องกับผมด้วย ป้าผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่ผมกลับกังวลใจเพราะว่าผมไม่รู้ว่าชมรมนั้นใครคือคนที่ร้องเพลงเพราะที่สุด จะเป็นคนที่ผมหมายตาเอาไว้หรือไม่ แต่จนแล้วจนรอด พระเจ้าเข้าข้างผม ผมได้ร้องเพลงคู่กับเธอ ตอนแรกที่เห็นว่าคนที่จะมาร้องเพลงร่วมกับผมคือดาร์ลิ๊ง ผมแทบพูดไม่ออก วันแรกที่เราซ้อมด้วยกันผมตื่นเต้นจนร้องเพลงเพี้ยนไปหมด จนเพื่อนในวงบอกให้หยุดซ้อม จนเปอร์เซียเพื่อนร่วมวงของผมลากคอผมออกมาจากห้องซ้อมและคาดคั้นถามผมว่าผมเป็นอะไร ตอนแรกผมก็ได้แต่บอกว่า อากาศในห้องคงจะเย็นเกินไปจนทำให้ผมหนาว ร้องเพลงไม่ได้เพราะเสียงสั่น แต่เพื่อนผมซึ่งเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เกรด 10 มันคงจะเชื่อผมหรอก ผมจึงบอกไปว่า ผมเขิน ไม่เคยร้องเพลงคู่กับผู้หญิง เพื่อนผมก็เลยตบกะโหลกผมมาหนึ่งที พร้อมกับบ่นสารพัดอย่าง ประมาณว่าผมปอดแหก กะแค่ผู้หญิงคนเดียว ทำเป็นกลัวไปได้ ทีเรื่องอื่นไม่เห็นกลัว อันที่จริงก็จริงอย่างที่เพื่อนผมว่านั่นแหละ ไม่ว่าจะงานไหนๆ ผมไม่เคยประหม่าขนาดนี้มาก่อน นี่ขนาดแค่วันซ้อมนะ ผมยังใจสั่นแทบบ้าขนาดนี้ แล้วถ้าวันที่ต้องแสดงจริงผมจะตายไหมนะ และแล้ววันแสดงจริงก็มาถึง ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมดส่งผ่านเพลงไป หวังให้คนที่ผมต้องการจะบอกเขาจะรับรู้ แต่พอร้องเพลงเสร็จผมกะจะลงมาคุยกับเธอ เธอดันรีบวิ่งหนีไปดื้อๆซะอย่างนั้น แล้วหลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอเธออีก จนกระทั่งวันนี้ ผมเดินตามหาเธออยู่นานผมมาดักรอเธอที่ลานรูปปั้นเทพีเช่นเคย แต่ก็ยังไม่เห็นเธอเดินมาสักที ผมจึงคิดขึ้นได้ว่า อีกสถานที่ที่ยัยนั่นน่าจะไปสิงสถิตอยู่ได้ก็น่าจะเป็นสวนสาธารณะหลังโรงเรียน ซึ่งที่นั่นเป็นที่ที่เดียวที่ไม่ต้องเดินผ่านลานเทพี ผมตัดสินใจเดินไปดูที่นั่น และก็จริงอย่างที่ผมคิดไว้ ดาร์ลิ๊งอยู่ที่นั่นจริงๆ แต่เธอกำลังนั่งคุยกันกับผู้ชายที่ผมคุ้นหน้าเป็นอย่างดี ผู้ชายที่ผมเรียกว่าเพื่อน ผู้ชายที่ไม่เคยเข้าไปตีสนิทกับผู้หญิงคนไหนก่อนยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีใจให้หรือรู้สึกดีด้วยเป็นพิเศษ รู้สึกดีด้วยอย่างนั้นสินะ ผมยืนมองทั้งคู่คุยกันอยู่นาน สีหน้า แววตาของเธอช่างต่างกับเวลาที่คุยกับผมลิบลับ ตอนนี้ผมน่าจะรู้แล้วว่าคนที่โชคดีคือเดล เพื่อนของผม ผู้ชายที่ทำให้เธอยิ้มได้อย่างมีความสุขไม่ใช่ผม แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม
                เดลเดินออกมาจากสวนสาธารณะกับดาร์ลิ๊ง ผมจึงหลบออกไปอีกทางแต่ไม่วายเธอมองเห็นผม ผมได้แต่ยืนมองเธอเดินจากไปด้วยสีหน้าหมาเมายากันยุง ผมนี่มันปอดแหกเหมือนที่เปอร์เซียว่าจริงๆ
                วันนี้ผมกลับมาที่บ้านเร็วกว่าปกติ ว่าง่ายๆก็คือผมโดดเรียนในคาบบ่ายสามวิชารวด เพราะแม่ผมบอกกับผมว่าวันนี้เราจะย้ายบ้านกัน แม่ผมได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าแม่ได้ซื้อบ้านไว้ใกล้ๆกับโรงเรียนของผม อีกทั้งยังใกล้กับที่ทำงานของแม่อีกด้วย อันที่จริงเราเริ่มย้ายข้าวของมาได้ประมาณสองอาทิตย์แล้วล่ะ แต่ยังไม่ได้ย้ายมาอยู่ แต่พอวันนี้แม่กลับจ้างคนมาขนของ จัดบ้าน ทุกอย่างเสร็จสรรพพร้อมอยู่ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยอะไรเลย แต่ที่ผมแปลกใจคือ บ้านใหม่ที่ผมเพิ่งย้ายมานั้นดันอยู่ข้างบ้านของดาร์ลิ๊งแบบรั้วเดียวกันเลย นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องบังเอิญสินะ ผมควรจะดีใจหรือเสียใจกัน หากสองคนนั้นเป็นแฟนกันขึ้นมา เดลก็จะต้องมาหาดาร์ลิ๊งบ่อยๆ แล้วความรู้สึกของคนข้างบ้านอย่างผมที่จะต้องเจอกับสถานการณ์เลวร้ายแบบนั้นล่ะ ผมจะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไรมายืนยันนี่นาว่าสองคนนั้นคบกันจริง ผมควรเดินหน้าลุยต่อไป หรือถอยห่างกันออกมาดีนะ ผมนั่งครุ่นคิดอยู่นาน แล้วผมก็เหลือบไปเห็นยายของดาร์ลิ๊งกำลังก้มๆเงยๆอยู่ข้างรั้วบ้าน ผมจึงเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีครับคุณยาย จำผมได้ไหมครับ น้ำมนต์” ผมทักไปพร้อมกับทวนชื่อของตัวเองอีกครั้งเผื่อคุณยายจะจำผมไม่ได้จะหน้าแตกเอา
“อ้าวน้ำมนต์ มาได้ยังไงกันลูก ปกติบ้านข้างๆยายยังไม่มีคนอยู่นะ เพิ่งสร้างเสร็จนี่” ยายหันมาส่งยิ้มให้ผมอย่างใจดี พร้อมยิงคำถามมากมายด้วยความประหลาดใจ
“ผมเพิ่งย้ายมาครับ แม่จองบ้านหลังนี้ไว้ก่อนหน้าที่จะเริ่มสร้างแล้วครับ แต่เพิ่งจะเสร็จครับ แล้วนี่คุณยายทำอะไรอยู่ครับ ให้ผมช่วยไหมครับ” ผมเห็นคุณยายเหมือนจะกำลังขุดหลุมทำอะไรสักอย่างจึงอาสาช่วย พร้อมทั้งกระโดดข้ามรั้วบ้านซึ่งไม่สูงมากนักเข้ามาในบริเวณบ้านของคุณยาย
“ยายกำลังจะปลูกต้นกุหลาบให้ดาร์ลิ๊งเขาน่ะลูก ดาร์ลิ๊งบอกจะปลูกตั้งนานแล้ว แต่เหมือนยังไม่มีเวลา ยายเลยจัดการให้” ยายอธิบายพร้อมกับรอยยิ้ม เวลาที่ยายพูดถึงหลานสาว สีหน้าและแววตาของท่านดูเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่านคงจะรักดาร์ลิ๊งมากสินะ ก็น่ารักอยู่หรอก ยัยนั่นหน้าตาน่ารักขนาดนั้นนี่นะ

                ผมปลูกต้นไม้ช่วยยายจนเสร็จไม่นานผมก็เห็นรถของยัยนั่นวิ่งมาจอดหน้าบ้าน พอลงจากรถก็ทำหน้าเหวอ อ้าปากค้าง ผมล่ะตลกหน้ายัยบ๊องนี่ชะมัดเลย ตายิ่งโตอยู่แล้ว พอตกใจแบบนี้ก็ยิ่งโตไปกันใหญ่ ฮ่าๆ วันนี้คงมีเรื่องสนุกให้ผมทำซะแล้วล่ะ เพราะยายชวนผมให้ทานข้าวเย็นด้วยที่บ้านวันนี้ แล้วผมก็ตอบตกลงไปแล้วซะด้วยสิ ว่ากันไม่ได้หรอกนะ ดาร์ลิ๊ง ^^
                                            ..............................................
อ่านแล้วช่วยกันคอมเม้นด้วยจะดีมากจ้าาา ขอบคุณที่ติดตามนะจ๊ะ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น